Categories

 

 

                   

มาถึงดูไบ เมืองแห่งทะเลทราย ที่ร้อนและแห้งแล้ง แต่พื้นที่ติดอยู่ปากอ่าวทะเล จึงมีเป็นประเทศศูนย์กลางการค้าทางทะเล แถมยังมีการค้นพบแหล่งน้ำมันดิบ ทำให้ดูไบ กลายเป็นเมืองที่ร่ำรวยขึ้นในพริบตา แถมยังมีตึกที่สูงที่สุดในโลกอีกด้วย การปลูกสิ่งก่อสร้างอันเก๋ไก๋ลงไปทะเล ที่ได้รับ forward mail อยู่บ่อยครั้ง น่าจะเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวมากมายให้มาท่องเที่ยว เพื่อชื่นชมความสวยงาม และเทคโนโลยีที่ทันสมัย แต่การเดินทางครั้งนี้มาแวะพักเปลี่ยนเครื่องจึงมีเวลาแค่ 2 ชั่วโมงในการเดินเล่นที่สนามบินดูไบ ภายในใจก็คาดหวังไว้ว่าสนามบินที่นี่คงสวยงาม ใหญ่โต อลังการกว่าสุวรรณภูมิแน่ๆ ของช้อปปิ้งคงมากมาย แถมผู้ชายประเทศนี้ก็รวยมากจนติดอันดับต้นๆ ของโลกซะด้วย อืม..เป็นประเทศที่ดูน่าสนใจจริงๆ

 

ก่อนจะย่างเท้าเข้าเพื่อเข้าไปสู่สนามบินสุดอลังการก็คงจะเข้มงวดกับการตรวจอาวุธกันเป็นธรรมดา ต้องยืนเข้าแถวแยกชายหญิงกันด้วย แต่หน้าตารวมไปถึงเครื่องแบบของตำรวจและพนักงานที่นี่ดูแล้วโบราณได้ใจมากๆ เหมือนดูหนังแขกย้อนยุคไป 20 ปีก่อนทีเดียว แอบขำอยู่ในใจเล็กๆ ก็เริ่มสังเกตเห็นว่าการผ่านเครื่องตรวจอาวุธที่นี่เพื่อเข้ามารอต่อเครื่องในสนามบิน แทบต้องแก้ผ้ากันออกมาเชียว ถึงจะแยกแถวชายหญิง แต่มันก็ห่างกันแค่ 3 ก้าว มองเห็นกันอย่างชัดเจนนะ

โอ๊ย..ไม่รู้จะติ๊ดต๊าดไรกันนักหนา

กระเป๋าสตางค์...มือถือ...กุญแจกระเป๋าเดินทางซ่อนไว้ในเสื้อตัวในรวมกับพาสปอร์ต (อันนี้ลืมตัวเอาออกมาก่อนเอง) ก็ต้องล้วงควักเข้าในเสื้อออกมากอง

ติ๊ดด..รองเท้า มีโลหะประดับอยู่นิดหน่อย เอ้าถอด

ติ๊ดดด...ไรอีกเนี่ย ...เข็มขัด โอ๊ยย...ไม่เห็นจะต้องร้อง แต่ก็ต้องถอดอีก

ตรวจเสร็จสุดแถว กลุ่มชายหญิงก็มายืนรวมตัวกันที่ปลายทาง เพื่อใส่ทุกอย่างที่ถอดออกไปกลับมาปกคลุมร่างกายอย่างเดิม

กว่าจะถอดเข้าถอดออก ก็ยืนถอดๆ ใส่ๆ อยู่กับกลุ่มอาหรับตรงนั้นอีกหลายคนเหมือนกัน แหมม..จะเป็นหล่อๆ ขาวๆ คมๆ สักหน่อยก็ไม่ได้ ทำไมมีแต่เตี้ยล่ำดำเหม็นล่ะเนี่ย นี่ถ้ามีคนมาหามุมดีๆ ถ่ายภาพไปแบล็กเมล์ล่ะก็ได้เลยทีเดียว

 

ปราดแรกที่ย่างเท้าเข้าสนามบินไป ทำไมมันดูจ๋อยยังงี้ล่ะเนี่ย ไม่มีอะไรน่าตื่นตาตื่นใจเลยสนามบินเล็กถึงเล็กมาก น่าจะพอๆ กับดอนเมือง  มีร้านค้าให้ช้อปปิ้งน้อยนิด พอให้เดินเล่นฆ่าเวลาสักครึ่งชั่วโมงพอไหว (เดินแบบย้วยๆ ด้วยนะ) มองซ้ายแลขวามีแต่พวกอาหรับที่คลุมผ้ากันทั้งตัว ตั้งแต่หัวจรดเท้า นี่จะมีซ่อนระเบิดพลีชีพกันไว้ตรงไหนบ้างหรือเปล่า แม้แต่เรายังคิด แล้วสนามบินเค้าจะไม่กังวลได้อย่างไร ถึงได้ต้องแก้ผ้ากันซะขนาดนั้น

 

รอต่อเครื่องอยู่ราวๆ เกือบสองชั่วโมง ก็ได้ขึ้นเครื่องต่อ และก็หวังอีกแล้ว เพราะคราวนี้ทุกคนไปฝรั่งเศสแน่ๆ ต้องเตรียมตัวหาเพื่อนอีกรอบ

อ้าว...ไมไม่มีใครมานั่งด้วยเลยล่ะเนี่ย มิน่าล่ะว่าแปลกๆ อยู่แล้วเชียว พนักงานที่กราวด์ถึงมาสนใจถามว่ามาเดินทางคนเดียวเหรอ ก็ใจดีจัดให้กันไปเห็นว่ามาคนเดียวก็เลยให้ที่ติดริมหน้าต่างและให้นั่งคนเดียวซะงั้น แต่อย่างน้อยก็ได้นั่งริมหน้าต่าง ถึงจะไม่ได้ออกไปเยี่ยมความสวยงามของเมืองดูไบ หรือเจอเจ้าชายอาหรับราตรีหล่อๆ ก็ขอมองวิวสวยๆ สักหน่อย

ง่ะ...นี่มันภาพลวงตาหรือเปล่า ทำไมมันมีแต่ ทะเลทราย ทะเลทราย แล้วก็ทะเลทรายล่ะ แล้วไอ้ตึกสูงๆ ทะเลสวยๆ มันไปอยู่ซีกไหนของประเทศ แค่วิวยังไม่เป็นใจเลย..รมณ์เสีย

 

หันไปเสพความสุขในสองชั่วโมงนี้กับ Ratatouille ดีกว่า เจ้าหนูน้อยที่อยากจะเป็นพ่อครัวของภัตรคารหรูหราในปารีส  เผื่อจะได้วิธีการใช้ชีวิตปารีสได้ง่ายยิ่งขึ้น..หรือเปล่านะ

edit @ 6 Feb 2010 16:35:13 by หมี่แห้ง

Comment

Comment:

Tweet

ถ้าได้ลงเหยียบทะลเทราย ได้ขี่อูฐแน่เลยsurprised smile

#3 By tigerpol (125.25.242.245) on 2010-07-18 00:55

ง่ะ ดูมันแล้งๆไปค่ะ แต่ตอนกลางคืนบรรยากาศคงดี หึหึ

#2 By *0* (118.172.59.103) on 2010-02-06 16:42

อ่านแล้วหิวน้ำเลย ..รู้สึกได้ถึงความแห้งแล้ง

#1 By BowBo on 2010-02-06 16:38