Categories

 

 

 

 

 

Charles des Gaulle Airport (CDG) สนามบินที่ได้ขึ้นชื่อว่าสวยงามและใหญ่โตที่สุดหรือเปล่าอันนี้ไม่แน่ใจ แต่ใหญ่กว่าสนามบินดูไบแน่นอน และรันเวย์ก็ไม่ได้พังเหมือนสนามบินสุวรรณภูมิความภูมิใจของไทยทั้งชาติแน่ๆ 

ฝรั่งเศส...ในสุดก็มาถึง ตื่นเต้นได้อีก กลัวจะไม่ผ่าน Immigration เพราะเป็นหญิงไทย แถมยังมาคนเดียว และก็เป็นวีซ่าหน้าแรกซะด้วย แต่ทว่าได้เตรียมเรื่องการตอบคำถามมาบ้างแล้ว เผื่อจะโดนสักถามว่าจะมาหาใคร อยู่ที่ไหน อย่างไร

ยืนเข้าแถวยาวเหยียด ด้วยความที่ขาสั้นกว่าชาวยุโรป ทำให้เราเดินเข้ามาต่อแถวช้ากว่าคนอื่น ยืนต่อแถวไปมาก็โดนแซงคิวอีก จนกลายเป็นอยู่เกือบคนสุดท้าย งงๆ จะด่าเป็นภาษาฝรั่งเศสก็พูดไม่เป็น โวยวายมากไปก็กลัวจะไม่ได้เข้าประเทศ

ถึงแล้ว..ถึงคิวแล้ว สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ทำหน้ามั่นใจเข้าไว้ แต่โชคดีที่เค้าไม่ถามอะไรเลย และก็ประทับตรามาให้ โอเค..นับว่าหน้าตายังพอมีชาติตระกูลอยู่พอสมควร นี่คงจะเป็นลางดี

อ๊ะ...นี่ไงโชคดี ออกมายืนรอกระเป๋าก็หันไปเจอผู้หญิงวัยกลางคน ตัวเล็กๆ ผิวคล้ำ โครงหน้าแบบนี้ คนไทยแน่นอน ยืนรอกระเป๋าอยู่เช่นกัน พร้อมกับลูกชายหน้าตาลูกครึ่ง 2 คน อายุราว 5 กับ 7 ขวบ แต่ดูแล้วน่าจะพอพึ่งพาพี่เค้าได้ จึงหันไปพูดคุยด้วยอย่างไม่รอช้า                                                                           

                หันไปสบตา แล้วส่งยิ้มสยาม สื่อสารผ่านอวัจนภาษาก่อน แล้วเริ่มการทักทาย

สวัสดีคะ พี่เป็นคนไทยหรือเปล่าค่ะ เอ่อ..คือ..หนูเพิ่งมาครั้งแรกค่ะ พี่จะไปทางไหนอะคะ ขอหนูเดินตามไปด้วยคนนะคะยิงคำถามรัวเป็นชุดแบบไม่ให้พี่เค้าตั้งตัวปฏิเสธเลยทีเดียว

                สามีพี่เป็นคนฝรั่งเศส เดี๋ยวเค้าเดินกลับมาแล้วให้เค้าบอกทางน้องนะตอบด้วยท่าทางงงๆ แต่ก็ยินดีให้ความช่วยเหลือ

                ได้คะพี่ ขอบคุณมากคะ ไชโย!! ไม่โดดเดียวแล้ว

                เดินตามครอบครัวพี่เค้ามาได้ไม่เกิน 50 เมตร

                น้องรอแป๊ปนึ่งนะ พอดีสามีพี่จะสูบบุหรี่ หรือถ้าน้องรีบก็เดินไปทางนั้นก่อนได้เลยคะ

                อ๋อ..ไม่เป็นไรคะ รอได้คะ โถ่..ถามมาได้ก็ต้องรอเสะ ถ้ารู้ทางก็ไปเองก่อนแล้ว

             เมื่อสามีเดินกลับมาจากการสูบบุหรี่ ก็ดูงงๆ ว่าทำไมฉันยังยืนรออยู่ แล้วก็ออกเดินกันต่อไปอีก 20 ก้าว

น้องค่ะ ทางที่น้องจะไปมันขึ้นรถไฟคนละสายกัน แยกกันตรงนี้นะคะ

อ้าว...ค่ะ...   ขอบคุณค่ะพี่ เจื่อนไป แล้วจะยืนรอทำไมล่ะเนี่ย รู้หรือเปล่าเนี่ยว่าบุหรี่มันทำให้ตายเร็ว สุดท้ายก็ต้องแยกกันตั้งแต่ที่สนามบิน หาทางต่อเองก็ได้

 

สำหรับการเดินทางไปที่พักก็ศึกษามาอย่างดีพอสมควรเพราะเว็บไซด์ที่พักที่จองไว้เค้าจะมีรายละเอียดบอกอย่างชัดเจน ตั้งต้นตั้งแต่สนามบินต้องต่อด้วยรถไฟสายใด และมาต่อด้วยรถไฟใต้ดินสายอะไร เดินออกมาไปทิศทางไหน มีอะไรเป็นจุดสังเกตไปจนถึงที่พัก นับว่าละเอียดมาก แต่ก็อย่างว่าคนมาครั้งแรกในประเทศอื่น ถึงละเอียดแค่ไหนก็พลาดได้อยู่ดี

เมื่อแยกทางกับพี่สาวคนไทยคนนั้น ก็ลงมาซื้อตั๋วโดยสารรถไฟต่อไปที่พักตามที่ Hostel เขียนเอาไว้ การมาท่องเที่ยวคนเดียวในฝรั่งเศส เพื่อนๆ หลายคนทั้งที่เคยมาเที่ยวและมาเรียนที่นี่ ต่างก็เป็นห่วงฉันกันยกใหญ่ เนื่องจากคนที่นี่ก็ปล้นนักท่องเที่ยวเอาดื้อๆ เหมือนกัน เลยแนะนำว่าอย่าทำตัวเป็นนักท่องเที่ยว ห้ามเอาแผนที่มากางให้เค้ารู้ ให้จำให้ได้เอง หรือจดใส่กระดาษเล็กๆ แล้วค่อยแง้มเอาขึ้นมาดู ซึ่งฉันก็ปฏิบัติตามโดยเคร่งครัด

 

รถไฟสายแรกที่ขึ้นเป็นแบบรถด่วน RER (ภาษาฝรั่งเศสจะออกเสียง แอร์ เออร์ แอร์ แต่พยายามออกเสียงกี่ที สำเนียงก็ไม่ได้สักที เพราะดูชาวฝรั่งเศสก็ยังงงๆ ต้องชี้แผนที่แทนตลอด) ดังนั้นจะไม่จอดทุกสถานี โดยตามที่นับไว้จะต้องลงในสถานีที่จอดเป็นสถานีที่สามคือ Denfert-Ruchereau ซึ่งในแต่ละสถานีก็จะมีป้ายบอกอย่างชัดเจนที่ชานชลา พร้อมกับจะมีการประกาศคล้ายๆ กับรถไฟฟ้าบ้านเรา ภายในรถไฟก็ซอยที่นั่งออกเป็นตู้ย่อยๆ นั่งได้ประมาณ 10 คน ต่อตู้ เพียงแต่มีคนใช้บริการไม่เยอะเท่าไร ทั้งตู้รวมฉันก็มีเพียง 3 คนเท่านั้น

ฉันหยิบแผนที่ขึ้นมาแอบดูเป็นระยะๆ เพื่อนับสถานี ผ่านชานชลาที่ 1...2 และ..กรรม...สถานีที่จะลงดันป้ายหายไปไหนไม่รู้

เอ๊ะ...สถานีนี้น่าจะใช้แล้วนิ แล้วป้ายมันอยู่ตรงไหนเนี่ย ว่านับมาแล้วไม่พลาด แต่จะใช่สถานีนี้หรือเปล่าก็ไม่แน่ใจเต็มร้อย เอาไงดีฟระ ในตู้รถไฟขบวนนี้มีเพียงผู้ชายหน้าตาไม่น่าไว้ใจ นั่งอยู่อีกสองคน ลังเลใจอยู่สักพักที่จะเดินเข้าไปถาม แต่ก็ดีกว่าหลงทางไปไกล สุดท้ายก็ตัดสินใจเดินไปหาเค้า

                “Excuse me, is this Gure du Nord Station?” พลางยืนแผนที่ชี้จุดให้ดู

                “Oh…Oui” (อ๋อ...ใช่)

                “Merci” (ขอบคุณค่ะ)

                เจ๋ง..ฉันให้เพื่อนที่จบจากฝรั่งเศสสอนภาษามาบ้างเป็นคำๆ เพื่อใช้สื่อสารในเบื้องต้น อย่างสวัสดี ขอบคุณ ขอโทษ ซ้าย ขวา ไว้ฟังทาง และที่สำคัญคือห้องน้ำอยู่ไหน  พร้อมกับวิธีเรียงประโยคคำถามแบบง่ายๆ

                หลังจากขอบคุณเสร็จก็รีบหันมาคว้ากระเป๋าเดินทางจะก้าวออกไปจากตัวรถ ภูมิใจเล็กๆ กับการสื่อสารภาษาฝรั่งเศสครั้งแรกที่แม้จะประโยคสองประโยคก็ตาม

ตึ่ง...ความภูมิใจถูกเบรกกระทันหัน เมื่อปรากฏว่าประตูรถไฟปิดตึงแทบหนีบจมูก ซวยแล้วไหมล่ะ หันกลับมานั่งที่เดิมเพื่อรอไปลงสถานีหน้าแล้วค่อยย้อนกลับมาแทนก็ได้ ไม่กล้าหันไปสบตาชายสองคนที่ถามไว้ หน้าแตกจริงๆ

รถไฟวิ่งยาวไปอีกหลายสถานี ในใจเต้นแรงสุดๆ เพราะเริ่มกลัวว่าจะย้อนกลับมาไม่ถูกทาง แต่ที่ฝรั่งเศสการคมนาคมดีมากๆ เพราะรถไฟ และรถไฟใต้ดินจะเชื่อมถึงกันในสถานีใหญ่ๆ ได้เลย ดังนั้นจึงสามารถไปต่อรถไฟใต้ดินได้ที่สถานีต่อไปโดยไม่ต้องย้อนกลับมา

ในช่วงที่กำลังงงๆ ว่าจะเดินขึ้นลง พร้อมลากกระเป๋าไปมาด้วยนั้น ก็ต้องพยายามทำตัว Cool!! อย่างที่เพื่อนแนะนำไว้ด้วย เพื่อไม่ให้พวกโจรมันรู้ว่าเราเป็นนักท่องเที่ยวและกำลังหลงทาง แต่ระหว่างที่กำลังแอบดูแผนที่ ก็มีนักท่องเที่ยวต่างชาติคนหนึ่งเป็นคนผิวดำทรงผมเด๊ธร็อคมาเชียว เดินปรี่เข้ามาถามทางซะงั้น ลังเลใจอยู่เล็กน้อยว่ามันถามทางหรือจะปล้นฟะ แต่คุยกันไม่รู้เรื่อง พูดภาษาไรของเค้าอะ อังกฤษหรือฝรั่งเศสเนี่ย ก่อนจะมึนไปไปมากกว่านี้ เลยต้องยื่นไปให้ดูว่าถือแผนที่อยู่และก็ทำหน้าเจื่อนๆ ว่ากำลังหลงทางเช่นกัน ว๊าว..ว๊าว..ว๊าว..ถือว่าฉันทำตัว Cool !! ได้สำเร็จ และแอบยิ้มอย่างภูมิใจเล็กน้อย (แต่ก็แอบงงเหมือนกันว่าหน้าตาเอเชียขนาดนี้ มันเหมือนคนท้องถิ่นที่รู้ทางได้ไงกัน...นี่พี่เด๊ธร็อคเค้าเมาหรือเรางง ?!? )

 

                จาก RER ก็ต้องมาต่อ Metro (เมโทร คือ ชื่อเรียกรถไฟใต้ดินที่ฝรั่งเศส ซึ่งจะมีทั้งหมดอยู่ 12 เส้นทางด้วยกัน) ที่พักที่จองไว้จะต่อด้วย Metro line 6 ที่มุ่งหน้าสู่ Charles Gaulle-Etoile แล้วจะต้องไปลงที่สถานี Pasteur´ เพื่อไปต่อ Metro line 12 ที่มุ่งหน้าสู่ Mairle d’Issy แล้วลงที่สถานี Volontaires อย่างที่บอกไว้ในแผนที่ สำหรับตั๋วโดยสารก็ซื้อมาแบบใบเดียวต่อยาวไปเลย โดยซื้อมาตั้งแต่ที่สนามบินแล้วจากที่ขายตั๋วอยู่ชั้นใต้ดินในสนามบินเชื่อมต่อกับสถานีรถไฟ ใช้วิธีอธิบายพนักงงานด้วยการกางกระดาษอธิบายทางที่พิมพ์มาให้เค้าดูเอาเลยและก็คำนวณเป็นค่าเดินทางออกมาที่ 8.5 ยูโร ถือว่าไม่แพงถ้าเทียบกับระยะทางที่ไกลพอสมควร แล้วก็นึกถึงคำแนะนำเพื่อนขึ้นมาอีกว่า

เค้าไปทางไหนก็ตามๆ เค้าไป อย่าทำตัวเซ่อซ่า ตั๋วโดยสารที่นั่นถ้าแกซื้อแล้วไม่ออกไปนอกสถานีก็เดินทางวนอยู่ในนั้นได้ทั้งวันนั่นล่ะ คิดได้แบบนั้นก็เลยเดินตามคนหมู่มากไปทันที

แป๊ววว...ปรากฏว่าหลุดออกมานอกสถานีเลยเวรกรรม... แต่นี่ก็พึ่งหลุดออกมาจากใต้ดินครั้งแรก เหมือนเด็กน้อยทีได้ลืมตาดูโลก

                โอ้ โห...ฝรั่งเศส บ้านเมืองสวยจัง อากาศก็ดีจังเลย แต่เอ๊ะ!!...หลงทางอยู่นะเฟ้ย

                ระลึกชาติขึ้นมาได้จึงวิ่งกลับลงมาใต้ดินอย่างเดิม ด้วยคิดว่าตั๋วยังคงผ่านเข้าไปได้  แต่อย่างที่บอกว่าถ้าหลุดออกไปแล้วก็ต้องซื้อตั๋วใหม่เท่านั้นเอง

ฉันศึกษามาอีกเช่นกันว่าที่นี่เค้าจะมีตั๋วแบบพิเศษ คือ ซื้อหนึ่งครั้งเพื่อไว้ใช้ขึ้นกี่เที่ยวก็ได้ในหนึ่งสัปดาห์ แต่จะเริ่มนับใหม่ที่ทุกวันจันทร์ ส่วนวันนี้เป็นวันพุธแล้วและก็ไม่ได้จะอยู่ที่นี่ทั้งสัปดาห์ กับอีกแบบคือซื้อเป็นชุด 10 เที่ยวก็จะได้ราคาถูกลง ดังนั้นคิดว่าแบบนี้น่าจะคุ้มกว่า จึงพยายามหันไปสื่อสารกับคนขายตั๋ว ซึ่งเพื่อนๆ ก็บอกมาอีกนั่นแหละว่าคนฝรั่งเศสจะไม่ค่อยยอมพูดภาษาอังกฤษ แต่ถ้าเป็นคนขายตั๋วแล้วจะพูดได้นะ ไม่ต้องกลัวๆ แต่ชายขายตั๋วคนนี้ไม่มีหัวใจของการบริการเอาซะเลย ไม่ยอมพูดอธิบายอะไรสักอย่างและไม่สนใจจะให้ความช่วยเหลือเลยสักนิด  

 โธ่เอ๊ย...ไอ้เกย์ต่างแดน ซื้อตั๋วเที่ยวเดียวไปแทนก่อนได้ ทำให้ต้องเสียเงินไปอีก 1.5 ยูโรเพื่อตีตั๋วเที่ยวเดียว

 

ในที่สุดก็มาถึงสถานีปลายทางที่ต้องลง สถานีอยู่ลึกลงไปใต้ดินพอสมควร หันซ้ายแลขวาไม่มีบันไดเลื่อนเลยแฮะ เอาล่ะ...ต้องหอบกระเป๋าเดินทางค่อยๆ กระดืบๆ ขึ้นบันไดหินที่เวียนขึ้นไป ในช่องทางใต้ดิน ดูอึดอัด กลิ่นอับๆ พร้อมกับเจอเด็กผู้หญิงฝรั่งเศสวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งประมาณ 3 คน วิ่งแซงขึ้นไป แต่เหลียวหลังกลับมามองดูฉันพร้อมหัวเราะกันคิ๊กคัก

‘เด็กบ้าพวกนี้ ไม่เคยเห็นคนลากกระเป๋าหรือไง ไม่คิดจะช่วย ก็อย่ามาขำกันสิ หนักนะเฟ้ย คนฝรั่งเศสนิ แย่จริง นึกโมโหในใจสุดๆ

ออกมาจากเมโทรซะที อ๋อยยยส์...ทางไปที่พักก็เป็นบันไดขึ้นเนินไปอีก ก็สภาพภูมิประเทศเค้าไม่ได้เป็นที่ราบลุ่มอย่างกรุงเทพฯ จะว่าไปก็ไม่ได้สูงเท่าไรประมาณเดินขึ้นตึกหนึ่งชั้น แต่ก็เล่นแทบจะกลิ้งตกไปพร้อมกระเป๋า แขนขาก็จะหมดแรงแล้ว อดทนอีกนิดนะ..ก้าวต่อไป

 

Aloha Hostel ถึงแล้ว...ชื่ออาจจะเหมือนไปเที่ยวฮาวายแทนที่จะอยู่ในปารีส แต่ในที่สุดก็สามารถลากสังขารมาจนถึงที่พักจนได้ ทว่าก็ไปช้าไปกว่าที่คำนวณไว้ร่วม 2 ชั่วโมง เพราะการล่าช้าของเครื่องบิน การหลงทางโง่ๆ และการที่ต้องลากตัวเองขึ้นมาจากรถไฟใต้ดิน

 

การมาเที่ยวครั้งนี้เป็นการมาแบบ Bag pack ดังนั้นที่พักที่จองไว้จึงเป็นแบบ Hostel โดยจองผ่าน www.hostelworld.com ส่วนห้องพักที่จองไว้มี 6 เตียงใน 1 ห้อง กับห้องน้ำรวม และครัวแบบรวมกันทุกห้อง แต่ยังดีที่มีฟรีอาหารเช้า นี่แหละสำคัญในการเลือกพักที่นี่ เพราะส่วนใหญ่ Hostel จะไม่มีอาหารเช้าให้ ฉันต้องฝ่าฟันด้วยการแบกกระเป๋าเดินขึ้นบันไดที่พักอีกรอบ เพราะไม่มีลิฟต์ แต่โชคดีที่ยังอยู่แค่ชั้น 3 เห้อ...จะได้นั่งพักสักที

โอ้...พ ร ะ เ จ้ า ช่ ว ย  ห้องแค่ประมาณ 3 x 4 ตารางเมตร ยัดเข้าไปได้ไงตั้ง 6 เตียง ภายในห้องเป็นเตียง 2 ชั้น 3 ตัว มีฮิตเตอร์ 1 ตัว หน้าต่าง 1 บานเล็กๆ ให้พอมองเห็นโลกภายนอก และห้องน้ำขนาด 2x1 ตารางเมตร มีตู้อาบน้ำและชักโครกคนละมุม นี่ถ้าอ้วนคงไม่สามารถกลับตัวในห้องน้ำนี้ได้แน่ๆ เมืองนอกนี่ใช้พื้นที่คุ้มดีจริงๆ แต่ห้องก็สะอาดสะอานดีทีเดียว

 

 

ตอนนี้เป็นเวลาประมาณ 4 โมงเย็น ในห้องพักไม่มีคนอยู่ มีเพียงเสื้อผ้าที่พาดไว้ระเกะระกะบนที่นอน ฉันจึงเลือกเตียงที่ไม่มีของวาง อยู่กลางห้องพอดี ไม่รู้ว่าเพื่อนร่วมห้องจะเป็นใครไว้ใจได้เปล่าหว้า หวังว่าคงจะเป็นผู้หญิงนะ กลัวขึ้นมาเล็กน้อย แต่ก็ไม่มีทางเลือกแล้วล่ะ มาถึงนี่แล้ว จะกลับหรือยังไง

รู้สึกล้าขึ้นมามากๆ ของีบสักหน่อยดีกว่า โอ๊ย...ง่วงจังเลย อากาศหน้านอนสุดๆ...

Z Z Zไม่ได้ๆ หยุดนะ กำหนดการมีเวลาให้อยู่ฝรั่งเศสเพียงแค่วันครึ่งแล้วค่อยเดินทางต่อไปหาเพื่อนที่สเปน ดังนั้นต้องใช้เวลากับมันให้คุ้มค่ามากที่สุดสิ ก็วางแผนเที่ยวมาเป็นอย่างดีแล้ว ด้วยการไปขอคำแนะนำจากพี่คนหนึ่งซึ่งมาเที่ยวฝรั่งเศสบ่อยมาก และอธิบายมาให้เป็นอย่างดีทีเดียว มีให้ทั้งแผนที่ หน้าตาตั่วเมโทรให้ดูว่าเป็นไง ดูหอไอเฟลกลางวันที่ไหน กลางคืนที่ไหน    ช้อปปิ้งโซนไหน ฯลฯ ถือว่าเซี่ยนมาก ฉันจดโน้ตสถานที่ท่องเที่ยวและการเดินทางย่อๆ ไว้ในไดอาร์รี่เล่มเล็กๆ จะได้ไม่ต้องหยิบแผนที่มาดูแสดงตัวว่าเป็นนักท่องเที่ยว

 
 

เอาล่ะ...ลุย!! ปารีส โรแมนติกซิตี้

 

Comment

Comment:

Tweet