Categories

เดินเข้ามาในสถานีขณะที่กำลังจะก้าวขากลับลงไปบันไดหินทางเดิมที่คราวนี้ไม่ต้องลากกระเป๋าเดินทางมาด้วยก็พลันเหลือบมองไปเห็นว่าผู้คนเดินเบี่ยงกันไปอีกทาง อ้าวๆๆๆ..มีลิฟต์หลบอยู่อีกทางหนึ่งด้วยนิ ฉับ...ภาพตัดไปเป็นสีซีเปียในสมองทันที ย้อนไปเมื่อชั่วโมงที่แล้วเข้าใจขึ้นมาเลยว่าเด็กผู้หญิงวัยรุ่นฝรั่งเศสกลุ่มนั่นหัวเราะอะไร อืม..คงขำที่เห็นว่ามีลิฟต์ แต่ฉันก็ยังโง่แบกกระเป๋าเดินขึ้นมา โถ่..ไอ้เด็กบ้าจะบอกกันสักนิดก็ไม่มี ไม่ได้เกิดฝรั่งเศสบ้างก็แล้วไป

มหาวิหารนอร์เธอร์ดามส์ (Place du Parivs Notre Dame) คือ สถานที่แรกตามกำหนดการที่วางแผนไว้ว่าจะไป การเดินทางที่ใกล้ที่สุดต้องเริ่มจาก นั่ง RER line B หรือ C ไปลงสถานี St-Michel Notre-Dame แต่เนื่องจากจะต้องต่อหลายทอดเกินไปเดี๋ยวจะลงผิดที่อีก จึงเลือกไปลง Metro line 4 ที่สถานี Cité แทน ทว่าดูจากแผนที่แล้วมันแทบจะติดกัน แต่แล้วก็ตัดสินใจผิดอีกตามเคย

ขึ้นมาจากสถานี Cité ตามป้ายบอกทางข้างในด้วยความมั่นใจ วิ๊งๆๆๆ...ยืนหมุนรอบตัวเองอยู่ 360 องศา อ่า..ทางไหนซ้ายหรือขวา ไม่ได้โผล่ขึ้นมาหน้ามหาวิหารฯ เลยหรอกเหรอเนี่ย คงต้องเดินต่อไปอีกหน่อย แล้วทางไหนกัน นี่ล่ะมั้งที่เค้าคนเดียวหัวหาย ตัดสินใจเดินตามคนหมู่มากไปอีก แล้วอยู่ดีๆ คนทั้งกลุ่มก็แตกตัวกันไปคนละทิศละทาง แย่ล่ะ!!...จะเดินตามใครล่ะทีนี้

ตอนนี้เป็นเวลาราวๆ 5 โมงเย็น แต่บรรยากาศรอบข้างมืดราวกับ 2 ทุ่มเนื่องจากเป็นหน้าหนาวของยุโรปจะมืดเร็วกว่าบ้านเรามาก มองอะไรก็ไม่ค่อยชัด คงต้องตัดสินใจเดินมั่วไปเอง แล้วมองดูว่าอะไรสวยๆ น่าจะเป็นมหาวิหารมั้ง

เจอแล้ว...ฝั่งตรงข้าม ประตูใกล้จะปิดแล้วด้วย รีบวิ่งข้ามถนนเข้าไปถ่ายรูปทันที เช็คพ้อทย์จุดที่หนึ่ง มหาวิหารนอร์เธอร์ดามส์ มาถึงปารีสก็ต้องโบสถ์นี้นี่แหละเค้าว่าโรแมนติก ถึงจะมาคนเดียวก็เหอะ พลิกกล้องถ่ายตัวเองกับสถาปัตยกรรมอย่างเคอะเขิน แต่..เอ..คนน้อยจัง เดินเข้าไปจนถึงประตูทางเข้าด้านใน อ้าวโง่เลย...ไม่ใช่มหาวิหารฯ แต่ป้ายกลับบอกว่าเป็นศาลว่าความ กร๊าก....ซวยละตู...รีบเผ่นออกมาแทบไม่ทัน กลัวว่าจะโดนจะจับฐานบุกรุกสถานที่ราชการไปซะแล้ว

หมุนรอบตัวเองอีกครั้งเพื่อมองหาเส้นทางใหม่ ทางนั้นคนเดินเข้าไปกันเยอะๆ ต้องเป็นที่นี่แน่ๆ...ทำไมมันดูวังเวงชอบกล มีแต่คนจุดเทียน ยืนต่อแถวกันเข้าไป อ่า..คราวนี้เป็นโบสถ์แน่นอน โบสถ์ 100% เลยทีเดียว ผิดอีกแล้ว เห้อ..ทำไมหายากหาเย็นยังงี้ สถานที่สำคัญอารายกัน

ปัดไล่นกเอี้ยงไปจากบ่า แล้วตัดสินใจเดินอ้อมมาอีกทาง คราวนี้เจอแล้ว ของจริงแน่นอน สวยกว่าศาลเป็นร้อยเท่า ทั้งภายในและภายนอกสวยงามจริงๆ มหาวิหารนอร์เธอร์ดามส์ สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 12 ด้วยสถาปัตยกรรมโกธิก ประดับด้วยกระจกสีสเตนกลาสรอบโบสถ์ หลังคาโค้ง รูปปั้นที่บอกเล่าเรื่องราวของพระคริสต์รายล้อมอยู่รอบโบสถ์ ซึ่งตอนนี้ในมหาวิหารมีบาทหลวงกำลังเทศน์อยู่ แม้แต่ชาวพุทธอย่างฉันยังรู้สึกอิ่มบุญไปด้วย ดูสงบ และน่าเลื่อมใสดีจริงๆ คู่รักชาวยุโรปมากมายเดินชื่นชมความงาม ถ่ายรูปอยู่รอบตัวฉัน แต่ทว่ามาแค่คนเดียว ก็ต้องถ่ายรูปสถาปัตยกรรมเป็นส่วนใหญ่ แอบอิจฉาตาร้อนอยู่เล็กๆ

อะแอ่ม.. Could you please take a photo for me? Please... ขอแทรกแซงบรรดาคู่รักสักหน่อยเถอะ

การขอให้คนอื่นถ่ายรูปให้ก็ต้องสังเกตดีๆ ว่าคนๆ นั้นดูลักษณะเป็นนักท่องเที่ยวเหมือนกัน หรือพอจะไว้ใจได้ ไม่ใช่วิ่งเอากล้องหนีไป เพราะตามเมืองท่องเที่ยวใหญ่ๆ ก็มีพวกมิจฉาชีพมากมายไม่แพ้กันหรอก

 

ชื่นชมความงามด้านในจนพอใจ กลับออกมาด้านนอกเป็นเวลาราวๆ หกโมงเย็นแล้ว บรรยากาศยิ่งมืดเข้าไปใหญ่ ตั้งใจจะเดินวนถ่ายรูปรอบโบสถ์อีกครั้ง และพยายามมองหาลูกแก้วหน้าโบสถ์ เพราะเพื่อนบอกว่าถ้าได้ไปเหยียบแล้วจะได้กลับมาที่นี่อีก แต่อุ๊ย!! หยุดความสนใจจากลูกแก้วมาเป็นหนุ่มยุโรปหล่อๆ คนนึ่งที่กำลังถ่ายรูปมหาวิหาอยู่คนเดียว ดูแล้วน่าจะถ่ายรูปเก่ง เข้าไปขอให้ถ่ายรูปให้ใหม่อีกทีดีกว่า ก็ยังไม่มีรูปถ่ายด้านนอกเลย (แหมม..อย่าเพิ่งคิดเป็นอย่างอื่น แค่ถ่ายรูปเท่านั้น)

 

ยังไม่ทันจะได้คุยอะไร ลูกแก้วก็ยังหาไม่เจอ ฝนก็ดันตกลงมาซะงั้น ทุกคนก็วิ่งกรูกันไปหลบหน้าโบสถ์ เพราะด้านในปิดแล้ว ที่ยุโรปนี่อากาศแปรปรวนสมคำล่ำลือจริงๆ หนุ่มตากล้องคนนั้นวิ่งไปทางไหนล่ะเนี่ย ร่มก็ไม่ได้ติดมาด้วยก็นี่มันหน้าหนาวไม่ใช่เหรอ นึกว่าจะได้สร้างเรื่องโรแมนติกใหม่ที่ปารีสแล้วสะอีก

แต่พอฝนตกปุ๊บก็มีคนเอาร่มออกมาขายปั๊บ อย่างกับนักมายากลเสกร่มมาในพริบตาเชียว แต่ร่มมีราคาคันละ 5 ยูโร ก็ตกประมาณ 250 บาท แพงไปป่าวค่ะพี่ฝรั่ง (ดูแล้วราคาไม่น่าจะเกิน 100 บาทนะ) และก็ไม่คิดว่าฝนจะตกตลอดเวลาหรอก ซึ่งก็ดูเหมือนจะคิดเหมือนกับนักท่องเที่ยวอีกหลายๆ คนด้วยกัน เพราะเห็นมีคนซื้อแค่เพียงคนเดียวเท่านั้น ที่เหลือก็รอให้ฝนซา แล้วก็ค่อยออกเดินกันต่อไป

กลับมาลงรถไฟใต้ดินอีกครั้งเพื่อไปต่อยังพิพิธภัณฑ์รูฟ ด้วยเส้นทางที่ง่ายที่สุด คือ นั่ง Metro line 1 ไปลงที่สถานี Musée du louver ที่จะมีทางเชื่อมต่อให้เข้าไปในพิพิธภัณฑ์ได้เลย แต่หากต้องการชมความงามของพีระมิดแก้วด้านนอกก่อน ขอแนะนำว่าให้ไปลงที่สถานี Louvre Rivoli แทน โดยในวันนี้เป็นวันพุธ ตามที่หาข้อมูลมาเค้าจะปิดดึกกว่าปกติอีก 2 ชั่วโมง และถ้าเข้าหลังหกโมงเย็นก็จะได้ราคาพิเศษอีกด้วย ดังนั้นวันนี้ก็ต้องเลือกเข้าไปชมด้านในก่อนสิ

จะเสียทำไมล่ะ 5 ยูโร ค่าร่มที่ต้องเดินกางไปคนเดียว ไปตามทางโรสไลน์กันเถอะ

edit @ 23 Feb 2010 22:28:44 by หมี่แห้ง

Comment

Comment:

Tweet