Categories

 

 

พิพิธภัณฑ์ลูฟ (Louvre) พีระมิดแก้ว ถึงจะไม่ใหญ่โตและมีอายุยาวนานอย่างพีระมิดของจริงแห่งชาวอัยคุปต์ แต่การถอดแบบสิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่มีอายุกว่าสามพันมาในแนวโมเดิร์นแบบนี้ ก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความสวยงามและทรงพลัง สิ่งที่อยู่ภายใต้พีระมิดแก้วนี้ก็เชิญชวนให้ผู้คนจากทั่วโลกต้องการลงไปชื่นชมเช่นกัน

ด้วยอิทธิพลจากที่ได้ดูหนังเรื่อง “The Davinci Code” ก็ทำให้อยากจะเดินตามทางโรสไลน์มาเพื่อมาพิสูจน์ภาพ “The last supper” ว่าเป็นจริงอย่างในหนังหรือเปล่า และอีกจุด คือ เหนือจุดฝังโฮลลี่เกล เผื่อจะพลิกหน้าประวัติศาสตร์กับเค้าดูบ้าง แต่ก่อนจะได้ชื่นชมภาพเขียนอันงดงามต่างๆ หรือจารึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ขอไปเข้าแกลลอรี่ส่วนตัวก่อนดีกว่า

ป้ายห้องน้ำอยู่ไหนน้า...มองหาป้ายไม่เจอเลย ด้วยความที่เรียนภาษาฝรั่งเศสกับเพื่อนมาครึ่งชั่วโมงก่อนเดินทาง จึงอาดหารเดินเข้าไปถามพนักงานตรง Information center ทันที

“Excuse me, OÚ et la toittette” (ขอโทษค่ะห้องน้ำอยู่ทางไหนคะ) ถามด้วยภาษาฝรั่งเศสอย่างเท่ห์

“@ # $ % ^ & * !... ! > + @ > # <”

“…!?!...” ไม่น่าลืมตัวเลยตรู ถามได้อย่างเดียวแต่พอเค้าตอบก็ฟังไม่รู้เรื่องเอาสักนิด เจื่อน...เอาใหม่เป็นภาษาอังกฤษดีกว่า

“Sorry, can you speak English? Where is toilet?”

พนักงานก็เลยเปลี่ยนเป็นชี้มือไปทางด้านหลังฉันเท่านั้นล่ะ  แต่ทว่าเจ๊แกคงนึกในใจว่าอีนี่ ฟังไม่รู้เรื่องแล้วจะ   กระแดพูดทำมัยกัน

ง่ะ โง่จริง...แค่หันหลังไปอีกนิดก็ไม่หน้าแตกแล้วเรา

 

ในลูฟแบ่งออกเป็นหลายโซน ทั้งงานปั้น งานเขียน รวบรวมไว้หลายยุคหลายสมัย โซนแรกที่เข้าไปเป็นแบบอียิปต์ มีรูปปั้นสฟริงค์ และโรงพระศพมัมมี่จำลอง ด้านนอกก็ถอดแบบพีระมิด ด้านในก็ยังลอกแบบมา ตกลงว่าฝรั่งเนี่ยเค้าคิดเองเป็นหรือเปล่านะ อยากดูของจริงมากกว่า เดินดูรูปปั้นโน้นนี้ตามทางไปเรื่อยๆ แต่จุดเด่นที่อยากดูจริงๆ สำหรับงานปั้นก็ คือ วีนัส ถ้างานใดที่เป็นจุดเด่นก็มีป้ายบอกทางตลอด ตามป้ายไปจนในที่สุดก็เจอ แต่ในเมื่องานที่เป็นจุดเด่นที่ใครก็อยากดูใกล้ๆ ทางพิพิธภัณฑ์ก็จะกันรั้วให้ออกมาดูไกลๆ แทน คนอื่นก็ผลัดกันถ่ายรูปให้กัน ส่วนตัวเราก็ไม่มีคนถ่ายรูปให้เช่นเดิม อืม..ถ้าเราสวยจนมีคนมาแย่งกันจนแขนขาด หรือโดนกันไว้จนใครก็เข้าไม่ถึง คงเศร้าน่าดูที่ต้องอยู่คนเดียว แต่เอ..รอบตัวเราก็ไม่รั้วกัน ทำไมก็ยังยืนอยู่คนเดียวนะ หมายความว่า...คงหน้าตาขี้เหร่จนไม่มีใครอยากเข้าใกล้สินะ อึก..จะคิดให้เจ็บใจไปใย ย้ายออกไปโซนภาพเขียนดีกว่า แล้วก็ออกตามหาภาพที่เป็นจุดดึงดูดมากที่สุดสำหรับงานเขียนก็คือ ภาพโมนาลิซ่า หญิงสาวที่มีรอยยิ้มอันเป็นปริศนา

 

ระหว่างที่เดินตามหาหญิงสาวผู้นั้น ก็เดินถ่ายภาพอื่นๆ ในพิพิธภัณฑ์ลูฟไม่หยุด ภาพเขียนหลายร้อยรูปเรียงรายอยู่ตามข้างฝา กลางห้อง ไปจนเพดาน ไม่รู้กี่ห้องต่อกี่ห้อง ส่วนหนึ่งก็เพราะความสวยงามของภาพเขียนเหล่านั้น และอีกส่วนก็ต้องให้คุ้มค่าบัตรเข้าชมราคาแพงด้วย (ถึงจะราคาพิเศษแล้วก็เถอะนะ)

อยู่ไหนล่ะเนี่ย ขาจะหลุดแล้ว จนเค้าจะปิดอยู่แล้วก็ยังหาไม่เจอ เธอไปซ่อนที่ไหนนะ ป้ายก็บอกมาทางนี้ แล้วมันตรงไหน คงต้องตัดสินใจถามใครสักคนแล้ว

ข้างหลังนั่นไง อีกห้องหนึ่ง นักท่องเที่ยวชาติไรก็ไม่รู้หรอก ชี้ทางสว่างให้ฉัน

โง่...อีกแล้วตรู

ผู้คนมากมายแก่งแย่งกันถ่ายภาพคุณโมที่มีรั้วกันออกมาซะห่าง...ห๊าง..ห่างกว่ารูปปั้นวีนัสซะอีก ไกลขนาดนี้ไปดูเอาในหนังสือหรืออินเตอร์เน็ตก็ได้มั้ง ไม่มีโอกาสที่จะได้ดูรายละเอียดของภาพเลย ถ้าสายตายาวคงจะเป็นประโยชน์กว่านี้  แต่คนยังเบียด..เบี่ยด..เบียดกันแย่งไปถ่ายรูปด้านหน้าสุดให้ได้ ส่วนฉันซูมกล้องแล้วซูมอีกเท่าที่ความสามารถของกล้องดิจิตอลคอมแพคจะมีปัญญา ก็ยังไม่ใกล้และไม่ชัดอีกต่างหาก คนดังนี่เข้าถึงยากจริงๆ

 

 

 

 

 

เดินถ่ายภาพจนรู้สึกหมดแรงเอามากๆ แต่ว่าก็เหลือภาพ The Last supper อีกหนึ่ง ภาพแรกที่ตั้งใจว่าจะมาดูเลยด้วยซ้ำ เดินผ่านมาแล้วหรือยังก็ไม่รู้ เพราะภาพส่วนใหญ่ก็จะสะท้อนเรื่องราวของ คริสต์ศาสนา พระเยซู หรือสะท้อนสังคมของคนในยุคกลาง แต่ตั้งแต่ออกจากที่พักก็ยังไม่ได้หยุดเดินหรือนั่งพักบ้างเลย ทั้งเหนื่อยและเพลียมาก ขอมานั่งพักสักหน่อยเถอะ...Z..Z..Z แต่กลายเป็นมานั่งหลับอยู่กลางพิพิธภัณฑ์ สับหงกอย่างจริงจัง ลืมตาตื่นมาเห็นชาวยุโรปที่เดินผ่านมา ขำแล้วเมินหน้าไป พร้อมกับเสียงประกาศที่ว่าพิพิธภัณฑ์ใกล้จะปิดแล้ว คงต้องกลับแล้วปล่อยอาหารมื้อนั้นไป

 

 

 

ตั้งใจจะไปดูหอไอเฟลตอนกลางคืนต่อตามแผน บรรยากาศหนาวๆ แสงไฟนวลๆ จากหอไอเฟลจะโรแมนติกสักแค่ไหนนะ แต่สงสัยจะไปหนาวตายอยู่อย่างเดียวดาย รู้สึกเหมือนจะเป็นไข้ขึ้นมา กลับไปนอนเอาแรงสำหรับพรุ่งนี้ก่อนดีกว่า หอไอเอฟเจอกันพรุ่งนี้แล้วกันนะ

 

กลับมาถึงที่พัก ก็ราวๆ 5 ทุ่ม แต่ก็ยังไม่มีใครกลับมา ยังไม่รู้เลยว่าอีก 5 เตียงที่เหลือเป็นใครบ้างจะปลอดภัยหรือเปล่าก็ไม่รู้ สติก็ไม่ไหวก็คิดแล้ว อาบน้ำนอนก่อนล่ะ ถ้าสวดมนต์ก่อนนอนผีฝรั่งเศสจะฟังรู้เรื่องไหมเนี่ย นอนเลยก็แล้วกัน

 

หลับไปได้สักพัก  ปั้ง..เสียงประตูเปิดผลัวออกไปกระแทกข้างฝา เพื่อนร่วมห้องกลับกันเข้ามา

Oop…@ # $ $%^! ( $ + _ % * @

เสียงอุทานด้วยความตกใจที่เห็นคนอื่นนอนอยู่แล้วทำเสียงดังรบกวน แล้วพวกเค้าเปลี่ยนสภาพเป็นเหมือนคนย่องเบา รีบปิดไฟทันที อืม..กีดีมีมารยาทกันดีจัง ลืมตาขึ้นมาบอกพวกเค้านิดนึ่ง

“You can turn on the light”

“Oh…ok thank you #$%^&” พูดอะไรต่ออีกก็ไม่รู้ แต่ตรูหลับล่ะ

 

เตียงที่รกที่สุดทั้งสองชั้น ด้านขวาของฉันเป็นของผู้หญิงเพียงคนเดียว ที่ดูเหมือนเธอจะอยู่ที่นี่มานานแล้ว กับอีกด้านเป็นของชายหญิงคู่หนึ่ง ที่ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นแฟนมาเที่ยวด้วยกันแน่นอน

เกือบสว่าง เตียงด้านข้างซ้าย (คู่แฟนกัน) เริ่มกึกๆ กั่กๆ  จากตอนแรกที่นอนกันอยู่คนละชั้น ผู้หญิงก็เริ่มโรยตัวจากด้านบน ท่าจะเคยเรียนเนตรนารีมาก่อนนะ ถึงได้โรยตัวอ่างแม่นยำลงมานอนเตียงล่างคู่กับผู้ชาย

ปื๊ออ...จะเล่นหนังสดให้ดูกันหรือไงเนี่ย เริ่มตาสว่างขึ้นมาทันที ไม่กล้าไม่มองเท่าไร แต่ก็แอบฟังอยู่เล็กน้อย เค้าคุยกันอยู่สัก 2-3 ประโยค ประมาณว่าแค่หนาวก็ลงมานอนกอดกันเท่านั้น โอเค...ดีแล้วล่ะ เดี๋ยวตากุ้งยิงพอดี

 

                นึกว่าจะเปลี่ยนจาก โรแมนติก ซิตี้ มาเป็น เซ็กส์ แอนด์ เดอะ ซิตี้ ซะแล้ว

 

 

Comment

Comment:

Tweet