Categories

 

เช้าวันใหม่ในปารีส รีบตื่นแต่เช้าเพื่อลงมากินข้าวเช้าฟรี ก็ตั้งแต่มาถึงเมื่อวานยังไม่ได้มีอะไรลงท้องเลย มัวแต่ตื่นเต้นจนลืมกินไปซะสนิท โดยส่วนใหญ่พวก Hostel ในยุโรปจะไม่มีอาหารเช้าให้ ที่ไหนมีให้ถือว่าเป็นจุดขายสำคัญ ในใจก็คาดเดาว่าจะมีอาหารเช้าอลังการเหมือนตามโรงแรมบ้านเรา คงไม่มีข้าวต้มหรือโจ๊ก ภาพอาหาร Breakfast สไตล์ยุโรปที่มีปริมาณมากๆ ลอยเข้ามาในหัว...ไข่ดาว..ออมเล็ท..สเคล็บเบิ้ล..ไส้กรอก..หมูแฮม..ครัวซอง..ขนมปังปิง..ซีเรียล..อ่า..จะกินให้อิ่มเอาให้อ้วน เพื่อจะได้มีแรงเดินได้ทั้งวัน หากจิ๊กอะไรติดไปได้ก็จะจิ๊กไว้กินกลางวันระหว่างทางจะได้ไม่ต้องซื้อ

ห้องอาหารอยู่ชั้นใต้ดินของที่พัก มีโต๊ะอาหารอยู่ประมาณไม่เกิน 10 โต๊ะ มีเคาน์เตอร์บาร์ พร้อมพนักงาน 1 คน ถัดมาเป็นโต๊ะวางเครื่องดื่มเล็กๆ และโถซีเรียล 2-3 แบบ แล้วภาพอาหารในจินตนาการก็แตกออกที่ละอย่างสองอย่าง..โผละ..โผละ..โผละ อานาถจิต อาหารเช้าแบบฟรีๆ ก็คือ ขนมปังฝรั่งเศสกับครัวซองให้หนึ่งตะกร้าเล็กๆ แถมต้องขอที่เคาน์เตอร์ จะจัดให้แค่คนละชุด และก็มีซีเรียลกับนมสดให้ตักเอาเองได้ไม่อั้น อันนี้ค่อยคุ้มหน่อย ส่วนน้ำผลไม้ก็ต้องจ่ายเพิ่มอีก 1 ยูโร ไม่ใช่คั่นสดด้วยนะ เป็นแค่กล่องๆ อย่างพวกมาลี ทิปโก้ ใครจะยอมจ่ายล่ะ กินชีเรียลกับนมให้อิ่มๆ เข้าไว้ เอาให้คุ้ม

รับโค้วต้าของตัวเองมาเรียบร้อยก็เริ่มหันไปมองคนรอบข้าง ยังคงมองหาเพื่อนเพื่อจะร่วมทางเที่ยวกันได้บ้าง เจอคนหน้าตาเอเชียอยู่หนึ่งคนเป็นผู้หญิงและก็มาคนเดียวเหมือนกัน เดินมานั่งโต๊ะเดียวกันด้วย ผู้หญิงคนนี้ดูแก่กว่านิดหน่อย หน้าตาก็ดูค่อนข้างเป็นมิตร ฉันตักซีเรียลในปาก สลับกับมองหน้าเค้าไปมา ลังเลใจว่าจะคุยกับเค้าดีไหม อืม..เอ่อ..แต่ภาษาอังกฤษก็ไม่เก่งเท่าไร ภาษาฝรั่งเศสก็ไม่ได้เลยสักนิด กลัวหน้าแตกเหมือนกันว่าทักไปแล้วเค้าตอบมาจะคุยกับไม่รู้เรื่องเหมือน Information center ที่ลูฟอีกหรือเปล่าน้า อาหารหมดชามแล้วเอาไงดี มองหน้าเค้าอีกครั้ง..ไปดีกว่า  การเริ่มบทสนทนานี่มันช่างยากเย็นจัง

 

ที่แรกที่จะไปในวันนี้ แน่นอนล่ะใครมาถึงฝรั่งเศสและไม่ได้เหยียบหอไอเฟล (Tour Eiffel) ก็เหมือนมาไม่ถึง แพ็คขนมและน้ำที่เตรียมมาจากรุงเทพฯ ใส่กระเป๋าสะพายออกเดินทางไปตามแผนที่วางไว้ เริ่มจากออกไปขึ้น Metro line 6 เพื่อไปลงสถานที่ Bir-Hakeim ด้วยความมั่นใจว่าครั้งนี้ไม่หลงไม่เลยแน่นอน นั่งไปจนใกล้จะถึงสถานีที่จะต้องลง คราวนี้มองเห็นหอไอเฟลมาแต่ไกล เพราะเส้นทางรถไฟใต้ดินช่วงนั้นจะโผล่ขึ้นมากลายเป็นรถไฟฟ้าแทน เนื่องจาก Metro line นี้จะต้องข้ามแม่น้ำแซนไป

ลุกขึ้นมายืนเตรียมพร้อมที่จะลงมองวิวหอไอเฟลในที่บรรยากาศหมอกงามยามเช้าถอดเงาไอเฟลลงแม่น้ำแซน

“! @ $ # % ^ $ ^ % & ) * & (* * ) _ () _” อยู่ดีๆ ก็มีเสียงดนตรีฝรั่งเศสจังหวะสนุกสนาน คาดว่าจะเป็นแนวCountry ของที่นั่นลอยมาเข้าหู ทำให้ต้องละสายตาจากวิวสวยงามนั้นกลับเข้าในขบวนรถไฟแทน ภาพที่เห็นเป็นหญิงชายคู่หนึ่งพร้อมด้วยลูกแซคและทัมโบรีน เดินตรงเข้ามาแล้วหยุดยืนเล่นเพลงนั้นอยู่ใกล้ๆ ฉัน จะเรียกนักดนตรีสองคนนี้ว่า วณิพก ก็ได้มั้ง ยืนงงมองอยู่เล็กน้อยแล้วก็นึกขึ้นมาได้ว่า สำหรับที่ฝรั่งเศสแล้ว การจะทำมาแบบนี้ในขบวนรถไฟ สามารถทำได้เหมือนเป็นอาชีพอย่างหนึ่ง แต่ต้องมีการขอใบอนุญาตเป็นรายวันไป ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าหน้าตาฉันดูใจบุญนักหรือไง จึงเลือกที่หยุดเล่นตรงนี้ อยากจะบอกสองคนนั้นจังว่า คิดผิดแล้วนะคับพี่น้องคับ เก็บแรงไว้ร้องกับคนอื่นเหอะ ถ้าพูดฝรั่งเศสได้ก็ดูจะทำร้ายจิตใจเค้าเกินไป จึงเบือนหน้าหนี ทำท่าเตรียมลงรถแทน แค่นี้เค้าดูจะอึ้งๆ ไปเลย คิดว่าคงจะได้เงิน แต่อด...เสียใจด้วยจริงๆ  

 อ้าวเห้ย..อารมณ์เสีย...มาเล่นเพลงไรอยู่ได้ เลยป้ายหมดเลยดูสิปรากฏว่าก็กลายเป็นลงเลยไปอีกสถานี เพราะนักดนตรีสองผัวเมียนี่แท้ๆ ทำให้เสียสมาธิเลยป้ายอีกจนได้

จากที่จะต้องลงสถานี Bir-Hakeim ของเมโทรสาย 6 กลายเป็นต้องมาลงที่สถานี Passy แทน โชคดีที่ไม่ได้ไกลกันมากจึงเดินย้อนกลับมาได้ และได้มุมภาพหอไอเฟลสวยๆ เพิ่มขึ้นมาอีก เดินเรียบแม่น้ำแซนเพื่อตรงไปหอไอเฟล บรรยากาศก็ครึมฟ้าครึมฝนสลับกับลงเม็ดเป็นระยะๆ ไม่เป็นใจให้ชื่นชมเมืองสักนิดเลย

อุตส่าห์เสียค่าตั๋วมาแพงนะ ขอฟ้าสดใสบ้างไม่ได้เหรอ

 

 

 

 

ระหว่างทางเดินก็มีนักท่องเที่ยวอื่นๆ เดินอยู่ด้วย และก็ผลัดกันขอให้ถ่ายรูปกันและกันบ้าง

ผู้ชายสองคนนี้ดูเอเชียแหะ...อายุราวๆ สัก 30 ล่ะมั้ง ดูตี๋ๆ ทั้งคู่ แล้วคนใส่แว่นตาทรงกลมกรอบทองเชยๆ ก็เข้ามาขอให้ถ่ายรูปให้ และก็เริ่มชวนคุย

“I come from China, you too?”

“I come from Thailand” เค้าคิดว่าเป็นคนจีนเหมือนกัน หน้าเราก็ไม่หมวยสักนิด อย่ามาเนียนชวนคุยหน่อยเลย และด้วยความไม่อยากจะไว้ใจใคร หรือเป็นเพราะไอ้แว่นตากรอบเชยๆ นั่นก็ไม่รู้ ถ่ายรูปให้เค้าเสร็จก็เลยพยายามเดินห่างๆ ออกมาดีกว่า

   

หอไอเฟลเป็นสัญลักษณ์ของงาน World fair ในปีคศ.1889 ออกแบบโดย กุสตาฟ ไอเฟล มีความสูงรวม 300 เมตร สร้างขึ้นเพื่อฉลองครบรอบ 10 ปีแห่งการปฏิวัติฝรั่งเศส เห็นแล้วไม่น่าเชื่อว่าเมื่อร้อยกว่าปีก่อนจะสามารถสิ่งก่อสร้างที่ดูยิ่งใหญ่และยังคงเก๋กว่าสิ่งก่อสร้างยุคใหม่อีกมากมาย ถ้ามองแค่ส่วนๆ ก็จะเหมือนยืนดูนั่งร้านเหล็กธรรมดา แต่หัวสมองในการออกแบบของชาวยุโรปตั้งแต่ศตวรรษก่อนนี่ยอดเยี่ยมมาก

หอไอเฟล แบ่งออกเป็นสามชั้นให้เยี่ยมชม โดยจะเดินขึ้นไปเอง หรือจะขึ้นลิฟต์ก็ได้ ซึ่งราคาตั๋วเข้าชมก็ต่างกัน เดิมทีตั้งใจว่าจะเดินขึ้นด้วยความประหยัด ก็แหมม...ภูกระดึงกับทีลอซูสูงเป็น 10 กิโลเมตร ทั้งลาดทั้งชั้นยังเดินขึ้นมาได้แล้วเลย ทำไหมคราวนี้จะไม่ได้แค่เดินขึ้นบันไดธรรมดาเท่านั้นเอง ฟิ้ว...แล้วสายลมก็กรรโชกมาปะทะร่างกาย สลับกับละอองฝนอีกเป็นระยะ อืม...อากาศที่หนาวมากบวกกับลมที่แรงมาก คาดว่าผู้หญิงตัวบางๆ อย่างฉันจะต้องปลิวลงมาจากโครงสร้างเหล็กแน่นอน ยังไม่อยากเป็นผีเฝ้าปารีสคงคุยกับเพื่อนผีไม่รู้เรื่องแน่ๆ ส่วนราคาการเดินขึ้นกับราคาขึ้นลิฟต์ต่างกันแค่ยูโรเดียว ใครจะเดินขึ้นให้โง่ล่ะ  แต่ก็ยอมเสียเงินขึ้นไปแค่ชั้นแรกเท่านั้น เพราะราคาขึ้นชั้นบนสุดก็ออกจะแพงไป แล้วก็หนาวเกินไป

ระหว่างต่อแถวขึ้นลิฟต์ก็มองเห็นชาวยุโรปหลายคนที่เลือกจะเดินขึ้นบันได ไม่รู้ว่าพวกเค้าต้องการท้าทายกับสภาพอากาศหรือไม่มีเงินกันแน่

ลิฟต์ขึ้นมาถึงชั้นแรก อย่างหวังจะเนียนขึ้นสูงไปชั้นอื่น เพราะทางออกจะมีคนตรวจตั๋วเฝ้าไว้ จะเลยสูงไปก็คงโดนไล่กลับลงมาแบบไม่ได้เดินออกนอกลิฟต์ด้วยซ้ำ แต่แค่ชั้นล่างสุดวิวบนหอไอเฟลก็มองไปได้ไกลสุดลูกหูลูกตา ไม่มีตึกสูงมาแข่งความเด่นให้เกะกะสายตา มองเห็นสะพานข้ามคลองแบบยุโรปเก่าๆ ที่เรียงรายกันไปสวยงามเหมือนภาพวาดโบราณ ดูคลาสิคดีจัง สิ่งที่อยู่ในชั้นหนึ่งนี้ก็มีร้านกาแฟพร้อมขายของที่ระลึก และประวัติการสร้างหอไอเฟล ที่สำคัญในร้านมีเครื่องทำความร้อนให้หลบหนาวด้วย อุ๊น...อุ่น

 

 

 

 

 

เดินถ่ายรูปอยู่ได้สักพัก ฝนก็ตกลงมาอีกแล้ว คราวนี้ตกหนักซะด้วย เลยได้รับความอบอุ่นไปเต็มๆ อยู่ในร้านขายของที่ระลึกบนนั้นไปหลายชั่วโมง คราวนี้คุ้มยิ่งกว่าคุ้มไปเลย หอไอเฟลที่อยากจะขึ้นมาหนักหนา แต่ทว่าตอนนี้

ปล่อย...ฉาน...ลง...ไป....ฉันไม่อยากติดอยู่กับความโรแมนติกคนเดียวบนนี้แล้ว

 

เริ่มคิดถึงร่มราคา 5 ยูโรขึ้นมาตะหงิดๆ และแล้วฝนก็หยุดตก แล้วเสียเวลาไปครึ่งวัน รีบลงมาจากหอไอเฟล แล้วมุ่งหน้าจะเดินไปขึ้น Metro ในสถานีที่นั่งเลยมา อ้าว...แล้วกัน สถานีนี้ปิดปรับปรุงหรอกเหรอเนี่ย นักดนตรีสองคนนั้นก็เลยซวยไป โดนแอบด่าในใจโดยไม่มีความผิด

 

Désolé ขอโทษค่ะ

 

 

 

edit @ 25 Mar 2010 17:11:46 by หมี่แห้ง

Comment

Comment:

Tweet