Categories

 

 

จากหอไอเฟล จุดเช็คพ้อยท์ต่อไปก็ต้องเป็น ประตูชัย (Arc de Triomphe) คราวนี้ไม่มีการเลยป้ายแล้วเพราะมาลงสุดสายของ Metro line 6 ที่สถานี Charles de Gaulle Étolle แต่พอออกมาจาก Metro ฝนก็ตกหนักอีกแล้ว ไม่หลงทางเสียเวลา ก็มาติดฝนเสียอนาคต

ยืนอยู่ด้านล่างของสถานีปลายบันไดขั้นล่างสุด แหงนคอขึ้นตั้งบ่ามองฟ้าที่ฝนโปรยปราย เมื่อไรมันจะหยุดสักที ทำให้เริ่มรู้สึกว่าถ้าซื้อร่มไปตั้งแต่ที่มหาวิหารนอร์เธอร์ดามส์ก็คงจะคุ้ม 5 ยูโรแล้วล่ะ ปิ๊งๆๆ..แล้วก็เหลือบไปมองเห็นคนขายร่มที่สุดปลายบันไดขั้นบนสุด ลักษณะเหมือนเด็กขายของกินตามสี่แยกมากๆ  ที่บางทีเราอยากซื้อ จำเป็นต้องซื้อ แต่สุดท้ายก็ไม่ซื้อ อาจจะเพราะกลัวไม่สะอาด ไม่ปลอดภัย และราคาที่แพงเกินไป จุดนี้ราคาร่มจาก 5 ยูโร กลายเป็น 6 ยูโร จำเป็นต้องซื้อ แต่ก็ไม่ซื้อ ไม่มีทางซื้อหรอก เพราะพรุ่งนี้ก็จะไปสเปนต่อแล้ว ยืนรอฝนซาทำตาปริบๆ อยู่ในชานชลารถไฟใต้ดิน  มั่นใจเต็มเปี่ยมว่าสเปนฝนมันคงไม่ตก

ประตูชัย ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่จุดศูนย์กลางที่ถนน 5 สายมารวมกัน เหมือนเวลาเราวนผ่านอนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ที่สร้างขึ้นเพื่อให้ระลึกถึงเหล่าทหารหาญที่เสียชีวิตไป แต่ไม่ได้รถติด อากาศเป็นพิษอย่างนั้น ประตูชัยที่นี่ก็สร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะของนโบเลียน พร้อมกับมีการจุดกองไฟที่ไม่มีวันดับไว้อยู่ตรงกลางซุ้มประตู เพื่อระลึกถึงเหล่าทหารนิรนามในสงครามโลกครั้งที่ 1 แล้วสามารถเสียเงินขึ้นบันได้ไปในตัวประตูชัยจนถึงด้านบนเพื่อชมวิวของปารีส แต่ไม่เอาแล้วล่ะ ก็ชมมาซะจนเต็มคราบจากหอไอเฟลแล้ว

ส่วนใต้ประตูชัยมีพิพิธภัณฑ์ซ่อนอยู่ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของสิ่งก่อสร้างสำคัญชิ้นนี้ แต่ดูแล้วแทบจะไม่มีใครเข้าไปเลย มืดๆ ทึมๆ ก็เลยไม่เข้าด้วยดีกว่า ตัดสินใจจะเดินไปตามถนนสายอื่น แต่แล้วฝนเริ่มตกหนักอีกรอบ กรรม...ย้ายจากติดบนหอไอเฟล ติดในชานชลารถไฟใต้ดิน มาติดอยู่ใต้ประตูชัยต่อ นี่มันเมืองโรแมนติดจริงๆ

 

ในเมื่อไปไหนไม่ได้จึงมานั่งหลบฝนอยู่ใต้ประตูชัยนั้นพร้อมกับนั่งกินอาหารกลางวันไปด้วยเลย ซึ่งอีกหลายๆ คนก็ทำแบบนั้นเช่นกัน แต่ของคนอื่นๆ เค้าอาหารหน้าตาดีเชียว อย่างพวกมักกะโรนี หรือคลับแซนวิช ส่วนของเราสิเป็นแครกเกอร์กับปลาทูน่ากระป๋องที่พกมาจากเมืองไทย พร้อมด้วยขวดน้ำทิพย์ที่รองน้ำมาจากที่พัก คิดอะไรมาก ก็ของกินที่นี่มันแพง นั่งมองมักกะโรนีแล้วจินตนาการเอาล่ะกัน พอตัวแห้ง อิ่มแปร่แล้วก็มุ่งหน้าสู่จุดหมายต่อไป

 

ถนนซองป์เซลิเซ่ (des Champs-Élysées) ตามแผนที่แล้วอยู่เชื่อมต่อจากประตูชัยนั่นล่ะ เริ่มหมุนรอบตัวเอง 360 องศาอีกครั้ง ดูเหมือนมันจะมีมากกว่า 5 แยกแล้วนะ มองไปทางไหนมันก็สวยๆ ไปหมดทั้งนั้น แล้วทางไหนดีล่ะคราวนี้ ที่ตรงประตูชัยด้านบนพื้นดินทางบันไดวนที่ให้เดินขึ้นไปดูวิวบนยอดประตูชัยนั่น มีสิ่งที่น่าสนใจมากกว่าวิวด้านบนอีกอย่างหนึ่งคือ ทหารยามที่เฝ้าอยู่ แต่งตัวเป็นสไตล์ทหารยุโรปเท่ห์ๆ แถมหล่อซะด้วย คนนี้ล่ะ...ถามคนนี้ดีกว่า

“Excuse me, where is da Champs-Élysées?”

คราวนี้ตัดสินใจถามเป็นภาษาอังกฤษให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย แต่พี่ทหารก็หน้าตางงๆ ฟังไม่ออกอยู่ดี เลยยืนแผนที่ไปให้พี่เค้าดู เค้าก็พยามชี้นิ้วบอกทาง แต่ประตูชัยที่บังอยู่จึงไม่แน่ใจว่าทางไหนกันแน่ ปริบๆ..กระพริบตาถี่ๆ ทำหน้างงสุดฤทธิ์ ก็ไม่อยากหลงทางอีกแล้วนี่น่า คุณพี่ทหารสุดหล่อคงเข้าใจความหมายในอวัจนภาษามากกว่า จึงต้องเขยิบออกจากฐานที่มั่นเพื่อบอกว่าทางไหน แต่ด้วยความยึดมั่นในหน้าที่กลัวจะมีพวกไม่ซื้อบัตรแล้วแอบขึ้นไปล่ะมั้ง จึงพยายามจะเอาขาข้างหนึ่งวางไว้ที่เดิมแล้วยืนตัวออกมาชี้ทาง ระยะห่างมันก็ราวๆ 2 เมตรที่จะมองเห็นถนน

พี่กางขาขนาดนั้นไม่ได้หรอกค่ะ แต่ถ้าจะมีคนแอบขึ้นไปจริงๆ พี่ก็หันมาล๊อคตัวเค้าทันนน เฮ้อ...แต่ไม่รู้จะอธิบายพี่เค้าเป็นภาษาฝรั่งเศสยังไง

ในที่สุดคุณพี่ทหารก็เข้าใจสรีระตัวเองและยอมเขยิบมา 2 ก้าว เพื่อจะชี้ว่าเป็นถนนที่มีธงประดับอยู่

“Merci” ก็แค่นี้ล่ะค่ะคุณพี่

แล้วเค้าก็รีบกระโดดกลับไปประจำตำแหน่ง

 

ถนนซองป์เซลิเซ่ ที่มีแต่ของแบรนด์เนม เหล่านักช้อปต้องไม่พลาดอย่างแน่นอน หรือนักไม่ช้อปอย่างฉันก็ต้องขอแวะเข้าไปเดินในร้าน Louis Vuitton, Gucci และอีกหลากหลาย Brand name ชื่อดังเป็นขวัญตาสักหน่อยล่ะ ที่นี่เค้าจะไม่ดูถูกคนเอเชียเหมือนในบ้านเรา เพราะส่วนใหญ่คนที่ไปจะเป็นพวกเศรษฐีกระเป๋าหนักอยู่แล้ว ก็ได้ทีทำตัวรวยกลมกลืนไปด้วยเลย

ร้านหลุยส์เป็นตึกใหญ่โต 3 ชั้น แบ่งออกเป็นโซนเสื้อผ้า กระเป๋าสตางค์ กระเป๋าสะพาย กระเป๋าเดินทาง ทำเอาน้ำลายยืดทีเดียว หันดูกระเป๋าไปมาแล้วก็หันมาเจอ เอ๊า...หนุ่มจีนสองคนนั่นอีกแล้ว พยายามหันมาสบตาฉัน นี่สะกดรอยตามกันมาหรือเปล่า เอาไงดีล่ะแกล้งทำเป็นไม่เห็น ขอเดินคนเดียวตามประสาคนจนดีกว่า

เดินเข้าร้านโน้นออกร้านนี้ไปเรื่อยๆ วิ่งข้ามถนนไปมาอย่างบ้าคลั่ง ฝนก็ตกหนักบ้างเบาบ้างไปตลอดทาง แต่คนส่วนใหญ่ก็เดินกันไปอย่างนั้นไม่ค่อยจะมีใครกลางร่มกัน คงเป็นเพราะชินกับสภาพอากาศแบบนี้แล้วล่ะ บางช่วงก็เจอหนุ่มสาวปารีสไฮโซ ใส่สูทขาวเปรี๊ยะทั้งตัว เดินจูงหมาตัวเล็กๆ ผ่านไป ฝนก็ตกแบบนี้แต่ขอหรูไว้ก่อน เหมือนเข้ามาอยู่ในหนังฝรั่งเศสยังไงยังงั้น โอ๊ย...เก๋ๆ

เดินมาจนถึง Gucci ที่เกือบจะหลวมตัวซื้อของไปแล้วสิ แต่เนื่องจากความไม่ใส่ใจของพนักงานที่แสดงความเป็นมิตรต่างกับร้านหลุยส์โดนสิ้นเชิง ทำให้โมโหเล็กน้อย เชอะ...ไม่ได้กินเงินฉันหรอก

 

ตามแผนที่แล้วเดินตรงไปเรื่อยๆ ก็จะต้องเจอคองคอร์ส (Place de la Concorde) เดินเรื่อยมาจนเจอวงเวียนเข้าอีกอัน แต่ด้วยความที่ฝนตกตลอดทำให้ท้องฟ้าเป็นหมอกมัว มองเห็นทางข้างหน้าไม่ชัดเจน แล้วคราวนี้จะเลี้ยวแยกไหนดี ไม่ใครให้ถามเลย ตัดสินใจเลี้ยวขวาไป ทำให้เดินเลี้ยวไปผิดทางจนไปเจอสถาปัตยกรรมอื่นๆ แทน

Hotel des Invalides เป็นโรงแรมที่สวยงามอีกที่หนึ่งตามหนังสือท่องเที่ยวที่พกติดตัวมาด้วย ซึ่งจะมีสะพาน Pontalexandre III 1900 เป็นสะพานข้ามคลอง ที่มีรูปปั้นเด็กในสไตล์ยุโรปออกแนวๆ พวกกามเทพประมาณนั้นประดับอยู่ที่ราวสะพาน และเสาสะพานที่มีม้าสีทองอะร่ามประดับอยู่บนหัวเสา เดินข้ามยังไม่ทันสุดสะพานก็ต้องหยุดกึก...กับศิลปะในยุคศตวรรษที่ 20 ที่พ่นทับอยู่ ที่นี่มีพวกเด็กช่างกลด้วยเหรอฟะ ศิลปะอันงดงามที่ถูกสร้างขึ้นด้วยน้ำมือมนุษย์ก็ถูกทำลายลงด้วยมนุษย์เช่นกัน

ภายใน Hotel des Invalides มีปืนใหญ่วางเรียงรายอยู่เหมือนหน้ากระทรวงกลาโหม แล้วมันโรงแรมอะไรกันถึงมีปืนใหญ่อยู่เต็มไปหมด ยังไม่ทันจะได้คลายความสงสัย ควันอะไรเนี่ยโขมงไปหมดเลย

ไฟไหม้....ไฟไหม้ คาดว่าน่าจะส่งเสียงร้องเช่นนั้น สังเกตจากนักท่องเที่ยวที่รีบวิ่งหนีกันออกมาบางส่วน

อะรายกาน...ฉันยังไม่ยอมวิ่ง เพราะเพิ่งจะเข้ามาเอง แถมกางเกงยีนส์ที่สวมอยู่ก็เปียกไปครึ่งตัว หนักมาก วิ่งไม่ไหวนะ ยืนดูทีท่าอยู่สักพัก ด้วยความสอดรู้สอดเห็น แต่ใครๆ ก็เริ่มทั้งเดินทั้งวิ่งกันออกไป ไปบ้างก็ได้ เดี๋ยวจะได้กลายเป็นผีฝรั่งเศสจริงๆ  แล้วคองคอร์สมันอยู่ที่ไหน สุดท้ายก็หลงทางจนเดินกลับไม่ถูกต้องนั่ง Metro เพื่อย้อนกลับมาที่คองคอร์ส

 

 

 

 

 

 

 

คองคอร์ส ลักษณะเหมือนศิลาจารึกแต่สูงราวๆ สัก 10 เมตร ซึ่งเป็นเหมือนอนุเสาวรีย์ของที่นี่ นับว่าเป็นจุด Check point อีกที่หนึ่งที่ไปแล้วก็ต้องไปแวะถ่ายรูปกับอนุเสาวรีย์และน้ำพุที่อยู่ข้างๆ กัน ถัดมาก็มีชิงช้าสวรรค์ให้ขึ้นชมเมืองด้วย แต่เนื่องจากฝนตกและก็กลัวจะเสียเวลากับที่นี่นานเกินไปจึงไม่ได้ขึ้นไปชม ความจริงก็คือ จะให้มาโรแมนติกนั่งชิงช้าสวรรค์คนเดียวก็ไม่เอาด้วยหรอกนะ

 

ตอนนี้ฝนหยุดตกสนิท ฟ้าเปิดทำให้พบว่ามันใกล้กับจุดที่เลี้ยวผิดจากตรงวงเวียนนั้นนิดเดียวเอง แค่มองตรงผ่านถนนซองป์เซลิเซ่ขึ้นไปก็เห็นทะลุไปจนถึงประตูชัยเลย แต่ที่ปารีสไม่ว่าจะเดินหลงไปทางไหนก็จะเจอแต่สถาปัตยกรรมที่สวยงามทั้งนั้น จึงไม่เสียดายเลยที่เดินไปผิดทาง พลางนึกในใจว่าอยากมีเวลามากกว่านี้อีกจังจะได้อยู่เที่ยวแต่ละที่ให้นานขึ้น และไปที่สวยๆ ได้มากกว่านี้

 

 

 

 

เริ่มมีนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ยื่นกล้องมาขอให้ช่วยถ่ายรูปให้อีกครั้ง ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว มุมมองในการถ่ายภาพของฉันดีอยู่พอสมควรก็ร่ำเรียนมาบ้าง เสร็จสรรพหนุ่มคนนี้ก็อาสาตัวเองจะถ่ายรูปกลับคืนให้บ้าง ก็ดีสิ

“Cheese…” ยิ้มกว้างเข้ากล้อง มีฉากหลังเป็นประตูชัยและถนนซองป์เซลิเซ่ดูเก๋ไก๋

“You have a nice smile”

“Oh…thank you” คนไทยนะขึ้นชื่อเรื่องยิ้มเก่งอยู่แล้ว เขินเล็กน้อย เล่นชมกันแบบนี้ ขอดูรูปหน่อยสิ

ปัดโธ่!!!...พี่คะ ถึงจะเห็นว่าหนูยิ้มสวยแต่ช่วยถ่ายรูปเอาวิวด้วยได้ไหมเนี่ย ถ้าจะถ่ายภาพเฉพาะหน้ากับเห็นแค่รถวิ่งอยู่ข้างหลัง ไปถ่ายเอาที่อนุสาวรีย์ชัยฯ ก็ได้ ไม่ต้องบินมาถ่ายที่ประตูชัยนี่หรอก ดูท่าคงไม่มีประโยชน์จะให้เค้าถ่ายให้ใหม่ ไม่น่าจะดีไปกว่าเก่า ได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ ขอบคุณ แล้วจากมาอย่างสงบ

 

เดินเลยต่อมาเรื่อยๆ เป็นเส้นตรงก็มาเจอพิพิธภัณฑ์ลูฟอีกครั้ง เมื่อวานได้เข้ามาชมภายในไปแล้ว วันนี้ก็เดินดูรอบนอก ซึ่งจะเป็นพีระมิดแก้วสวยงาม กะว่าจะได้ถ่ายรูปกลางแดดกลางวันสวยๆ กว่าจะเดินมาถึงก็ตกเย็นอีกแล้ว แต่ก็ยังมีแสงให้ถ่ายภาพอยู่บ้างเล็กน้อย ยังชื่นชมไม่เท่าไรฝนก็ตกอีกรอบ และแล้วก็เข้ามาติดฝนในลูฟอีกครั้ง

 

สุดท้ายก็ไม่ได้ไปดูหอไอเฟลตอนกลางคืนอีกจนได้ ไม่อยากเสี่ยงกับสภาพฝนอีกแล้ว เลยรีบกลับ Hostel ไปพักผ่อน เพราะพรุ่งนี้ต้องตื่นตีห้าไปสนามบิน Beauvais เพื่อที่จะต่อไปยัง Barcelona ประเทศสเปนที่ได้นัดหมายกับเพื่อนที่นัดกันไว้ในตอนแรกให้มารับพาเที่ยวที่นั่น และคิดว่าคงจบเรื่องราวแย่ๆ ที่ต้องเดินตากฝน หลงทาง สื่อสารไม่ได้ ถ่ายรูปตัวเอง เที่ยวคนเดียวในเมืองที่สุดแสนจะโรแมนติกอย่างปารีส

 

แต่ใครจะรู้ล่ะว่า ความซวยที่มากมายยิ่งกว่ากำลังจะอุบัติขึ้นเร็วๆ นี้

 

edit @ 25 Mar 2010 17:31:06 by หมี่แห้ง

Comment

Comment:

Tweet

ใช่ค่ะ ถ้ามีแดดรูปคงสวยกว่านี้ แต่ถ้าร้อนแบบเมืองไทยคงเป็นลมตายก่อนถ้าเดินหลงทางขนาดนี้ sad smile

#2 By หมี่แห้ง on 2010-03-13 21:01

ฝรั่งเศสคงจะสวยมากและสวยกว่านี้ถ้ามีแดดแบบเมืองไทย confused smile

#1 By P £ ã r y ♥ on 2010-03-13 15:46