Categories

 

Barcelona… ถึงสักที สนามบินที่นี่เล็กพอๆ กับ Beauvis แต่คนน้อยกว่ากันเยอะ ระหว่างยืนรอโหลดกระเป๋าก็รีบหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาโทรหาแยมทันที ไม่รู้ว่าเธอมารอที่ด้านนอกหรือยัง ตื๊ด...ตื๊ด...ตื๊ด...สัญญาณมือถือติดตามปกติ แต่ทำไมแยมไม่รับสายล่ะ เมื่อผู้โดยสารได้กระเป๋าที่โหลดไปหมดแล้ว ก็แยกย้ายหายกันไปหมดในชั่วพริบตา เพราะสนามบินที่เล็กมากทำให้ดูร้างไปทันที เริ่มใจคอไม่ค่อยดี ไม่ได้หาข้อมูลเกี่ยวกับสเปนไว้เลยสักนิดเดียวไม่เจอกันจะทำยังไงล่ะ แต่ก็ยังมั่นใจว่าเพื่อนคงไม่ลืมเรา ไปหาอะไรกินลองท้องก่อนดีกว่า กวาดตามองทั่วสนามบินให้ทั่วได้ภายใน 10 วินาที ที่นี่มีแค่ร้านเบเกอร์รี่เล็กๆ หนึ่งร้าน

11 โมงแล้ว ชั่วโมงนี้คงต้องท้องอิ่มไว้ก่อน ในระหว่างที่กำลังยืนดูป้ายรายการอาหาร ก็มีคนมาสะกิดด้านหลัง

อ้าวเห้ย...รู้ได้ไงว่าเป็นฉัน ก็ถามไปได้เนอะ แทบจะเหลืออยู่คนเดียวในสนามบินแล้ว และก็เป็นเอเชียอยู่คนเดียวซะด้วย จะหายากอะไรกัน

เดี๋ยวฉันพาเข้าไปหาอะไรกินในเมือง แล้วพาไปดูที่เที่ยวสำคัญๆ ของบาเซโลน่านิดหน่อยนะ เสร็จแล้วก็จะต่อไปอันดอร์ร่าเลย เพราะฉันต้องเข้าเวรทำงานตอนทุ่มหนึ่ง

ได้เลยเพื่อน ช่วงเวลาแห่งความสนุกกำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว

รถที่แยมขับมารับเป็นรถโฟร์วิว ของแฟนของเค้าให้เอาไว้ใช้ ซึ่งเป็นชาวสเปนอยู่แล้วแต่อาศัยอยู่ที่ Madrid จึงไม่ได้เจอกัน

 

บ้านเรือนที่นี่ดูแตกต่างไปจากปารีสมากพอสมควร เป็นตึกสูงราวๆ 8 ชั้น เป็นบล๊อกๆ ธรรมดามาก ไม่ดูโรแมนติกเลยสักนิด แต่เค้าบอกกันว่าสถาปัตยกรรมที่ก่อสร้างโดย กาวดี้ นักสถาปนิกชาวสเปน ที่สร้างโบสถ์ สร้างตึกได้สวยมาก  สามารถเก็บตังค์ค่าเข้าชมได้แม้แต่ยังสร้างไม่เสร็จเลยด้วยซ้ำ อันนี้ต้องดูหน่อยเหอะ แต่แค่ข้างนอกก็พอมั้ง ท้องฟ้าก็ดูสดใสดี ไม่มีเค้าฝนอย่างสองวันที่ผ่านมาในปารีส

ระหว่างขับรถชมเมือง แยมก็มีโทรศัพท์เข้ามา ทำให้ต้องหยุดจอดข้างทางเพื่อคุยโทรศัพท์ ส่วนฉันก็ยกกล้องถ่ายรูปเก็บภาพโน้นนี่ไปตามประสานักท่องเที่ยว อากาศกำลังสบาย แต่ฮีสเตอร์ในรถคงร้อนไปสำหรับแยมจึงทำให้ต้องเปิดกระจกคุยโทรศัพท์เพื่อรับอากาศเย็นด้านนอก ฉันยังคงถ่ายรูปต่อไป...รู้สึกสบายใจจริงเลย อย่างน้อยก็มีเพื่อนพูดรู้เรื่องด้วยแล้ว แต่ยังไม่ทันจะสูดลมหายใจเอาอากาศที่สดชื่นเข้าไปได้เต็มปอด เมื่อเริ่มเคลื่อนรถออกมา รถก็กลับสั่นคึ่กคั่กๆ

เอ๊ะ!!! พื้นถนนก็เรียบนิ ไมรถมันโคลงงี้อะฉันมองกระจกข้างและหันไปบอกกับแยม

อ๊ะ...ยางล้อหลังขวาแบนนี่น่า แยมขับรถหาที่จอดข้างทาง

 

ขณะนั้นก็เป็นช่วงเที่ยงๆ กลางเมือง ซึ่งทั้งรถและผู้คนก็เต็มเมืองไปหมด หาที่จอดรถข้างทางได้เราทั้งคู่ก็ลงมาดูด้วยความสงสัยว่ายางแบนได้ไง พอดี้..พอดีกับที่มีมอเตอร์ไซด์คันหนึ่งขับเข้ามา เป็นผู้ชายสวมหมวกกันน๊อคแบบเต็มทั้งศีรษะ สวมเสื้อแจ็คเก็ตสีกากี กางเกงยีนส์ เข้ามาจอดท้ายของรถเรา ไม่ได้ดับเครื่องเพื่อลงมาช่วย แล้วพูดอะไรบ้างอย่างกับแยมเป็นภาษาสเปน

“ #%&*@(%_#@_+(*%)_+$#%...”

ฉันไม่เข้าใจแต่พอจะทราบจากท่าทางที่เค้าแสดงออกและการเล่าจากแยมภายหลังว่า ชายคนนั้นแนะนำให้ขับต่อไปอีก 2 บล๊อกจะมีร้านปะยางอยู่ไม่ไกล และหันไปชี้ให้เรามองตามไปว่าร้านอยู่ตรงจุดไหน เราทั้งคู่ก็หันไปมองตามมือที่เค้าชี้ แต่ฉันก็ฟังเค้าไม่รู้เรื่อง และเริ่มรู้สึกหนาว จึงจะหันไปเปิดรถเพื่อหยิบเสื้อคลุมอีกตัว เท่านั้นล่ะ...

                เฮ้ย!!! แยมคนหยิบของ มีชายอีกคนกำลังเปิดประตูรถอีกฝั่งทางด้านคนขับและกำลังหยิบกระเป๋าสะพายของฉันและของแยมออกไปจากรถ

ฉันตะโกนเสียงดังลั่นเหมือนว่าจะมีสติ แต่จริงๆ ไม่รู้ตัวเลยว่าตะโกนออกไป และยืนนิ่งอยู่กับที่ เพราะตกใจสุดขีดไม่เคยโดนปล้นต่อหน้าต่อตาขนาดนี้

                แยมรีบวิ่งตามไปแย่งของคืน แต่พี่คนขับมอเตอร์ไซด์ผู้ใจดีคนนั้นนั่นแหละก็ขับอ้อมมาด้านหน้ารถ และก็ให้ไอ้โจรคนนั้นก็โดดขึ้นซ้อนท้ายไป แยมเอื้อมมือไปจนเกือบคว้าตัวมันได้ทัน แต่ก็เป็นจังหวะที่มันก็เร่งเครื่องขึ้นพอดี

หนีไปได้...ไอ้โจรมันหนีไปได้

                เราทั้งคู่ไม่รู้จะทำไง ได้แต่หันกลับมากอดกันกลม เวรกรรม...โดนไอ้แว๊นบาร์เซโลน่าปล้นทรัพย์ไปซะแล้ว เราหันมาตรวจดูว่าโดนขโมยอะไรไปบ้าง ของฉันก็เป็นกระเป๋าเงินพร้อมทั้งบัตรเครดิตทั้งหมด, PDA, Flash-drive หมวก ถุงมือ เครื่องสำอางค์ พร้อมทั้งไดอาร์รี่และคู่มือการท่องเที่ยวฝรั่งเศสทั้งหมด โถ่เอ๋ย...กะจะให้มาเที่ยวเป็นครั้งเดียวและครั้งสุดท้ายเลยใช่ไหม แต่โชคยังดีที่เก็บโทรศัพท์มือถือใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกง และวางกล้องดิจิตอลไว้นอกกระเป๋าโดยเสื้อคลุมทับอยู่มันเลยไม่ได้หยิบไปด้วย ไม่งั้นภาพความทรงจำทั้งหมดที่ได้ฝ่าฝันจากฝรั่งเศสมาคงหายไปด้วย ส่วนพาสปอร์ตก็ยังอยู่ในกระเป๋าลับที่ห้อยคอไว้พร้อมกับเงินสดที่แบ่งไว้ติดตัวอีก 150 ยูโร แต่ในกระเป๋าแยมสิมีทั้งกล้องดิจิตอล, พาสปอร์ต, External Hard-drive และโทรศัพท์มือถือ แต่โชคยังดีอยู่บ้างที่เอากระเป๋าเงินวางไว้ข้างนอกเหมือนกัน เพราะเพิ่งจะหยิบมาจ่ายค่าทางด่วนไป แต่สิ่งที่มันเอาไปได้ก็มากมายสำหรับเราอยู่ทีเดียว

             5 นาทีเท่านั้น ที่เรื่องราวทั้งหมดนี้เกิดขึ้น ที่เราหลงโง่งมงายนึกว่าไอ้แว๊นนั่นมันมีน้ำใจ หลังจากมอเตอร์ไซด์ของมันหายลับตาไป ชาวสเปนคนอื่นก็เริ่มเดินมาพูดคุยด้วย ทำตัวเป็นพลเมืองดีกันใหญ่ อย่างคุณป้าแก่คนหนึ่งที่เดินเข้ามาบอกว่า

                นี่ฉันพยายามจะส่งสัญญาณบอกพวกเธอแล้วนะว่ามันเป็นโจร

                ป้าบอกไงอะ ไม่เห็นรู้เรื่องแยมสงสัยเต็มที่

                ก็ฉันทำเสียง ชูว์...ชูว์ แล้วไง

                เอ่อ...ขอบใจนะป้า ใครจะไปรู้วะ  แล้วก็มีบางคนเดินมาถ่ายรูปยางแตก เป็นเรื่องประหลาดเชียว และแล้วก็มีผู้หวังดีจริงๆ เข้ามาช่วยเปลี่ยนยางอะไหล่ให้ เราถึงได้เห็นว่ายางมันแบนก็เพราะโดนเจาะเป็นรูโหว่ใหญ่เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2 ซ.ม. สัณนิฐานว่าเกิดมาจากโดนไอ้แว๊น 2 คนนั่นเอาแชลงแหลมๆ มาทิ่มแน่ๆ

 

หมดเวลาเสียใจ เราเริ่มเรียกสติกลับมา แยมเอาโทรศัพท์มือถือฉันไปโทรแจ้งความกับตำรวจ ส่วนฉันก็ต้องวิ่งมาฝั่งตรงข้ามเข้าร้าน Internet เพื่อหาเบอร์โทรศัพท์บัตรเครดิตทั้งหมดและโทรมาอาญัติบัตรต่างๆ ก่อนที่ไอ้แว๊นบาร์เซฯ จะเอาบัตรไปปลดทรัพย์ได้อีกรอบ ช่วงระหว่างรอผู้ใจดีเปลี่ยนยาง และรอตำรวจมาถ่ายภาพที่เกิดเหตุ ก็ส่งอีเมล์ไปเล่าให้เพื่อนๆ ฟังนิดหน่อยว่าก้าวแรกที่ย่างเข้าบาร์เซโลน่าก็โดนปล้นซะแล้ว

 

รอสักพักตำรวจก็มาถ่ายภาพที่เกิดเหตุ และให้เราขับรถตามไปให้การที่สถานีตำรวจต่อ ถึงหน้าสถานีตำรวจที่จอดรถก็ดันเต็ม เหลือแต่ที่จอดรถโดยสารประจำทาง เราจึงจำเป็นต้องจอดตรงจุดนั้น ฉันไม่สนใจอะไรก็เรื่องผิดกฎจราจรเป็นเรื่องปกติของคนไทยอยู่แล้ว แต่ว่าเมืองนอกตำรวจจราจรจะเข้มงวดมากว่าเมืองไทยมากๆ แยมค่อนข้างกังวลจึงเข้ามาบอกกับเจ้าหน้าที่ตำรวจด้านในว่าให้ช่วยดูรถให้ด้วย เพราะตรงที่รับแจ้งเหตุเค้าจะมีจอมอนิเตอร์วงจรปิดให้คอยดูหน้าสถานีตำรวจอยู่แล้ว

3 - 4 ชั่วโมงทีเดียว เราเข้ามานั่งรอคิวรวมทั้งแจ้งความให้เข้าพิมพ์สำนวนคดี เพราะตำรวจจะซักถามละเอียดมาก(มากไปหรือเปล่าฟะ) และก็เอารูปคนร้ายมาให้ชี้ตัว แต่มันก็สวมกันน๊อคซะมิดชิด ส่วนไอ้คนซ้อนท้ายก็เห็นแค่แว๊ปเดียว ฉันจึงจำหน้ามันไม่ได้เลย แต่ก็เท่านั้นล่ะ เพราะไงก็คงจับมันไม่ได้และเราก็ไม่ได้อยู่ในประเทศนี้ จับได้ก็คงไม่ซื้อตั๋วเครื่องบินกลับมาเพื่อเอาของคืนหรอกนะ แต่อย่างน้อยก็ต้องเอาเอกสารเพื่อไปเคลมประกันคืนก็ยังดี

เสร็จเรื่องสักที ปาเข้าไปหกโมงเย็นแล้วยังไม่ได้กินข้าวเลยตั้งแต่ตีห้าที่ออกจากปารีสมา

ปะกินข้าวกันเถอะ แล้วจะได้กลับไปที่อันดอร์ร่าสักที

รถหาย!!! เฮียแล้วมั๊ยคับ รถหายไปไหน จอดไว้ตรงนี้ไม่ใช่เหรอเราช๊อคกันไปทั้งคู่

ซวยซ้ำซวยซ้อนอีกแล้ว เราวิ่งกลับมาสถานีตำรวจใหม่

ไหนคุณตำรวจบอกว่าจะช่วยดูรถให้ไงล่ะ รถหายไปไหนแล้วแยมเริ่มวีนแตก

ตำรวจตกใจไม่แพ้กัน แล้วรีบออกมาดูตรงที่ที่เราจอดรถไว้ ก็พบใบสั่งว่ารถเราถูกลากไป

ใจเย็นๆ เดี๋ยวผมจัดการให้

วิธีช่วยเหลือของตำรวจก็คือ โทรไปยังหน่วยงานที่ลากรถเพื่อตรวจสอบว่ารถได้ถูกลากไปจริงๆ แล้วก็หันมาบอกกับเราว่า

รถโดนลากไปเพราะจอดผิดที่ ต้องไปเสียค่าปรับ 149 ยูโรครับคุณพี่ตำรวจหันมาบอกหน้าตาเฉย

ไหนว่าจะช่วยดูรถให้ไง เราเดือนร้อนมาแจ้งความนะ ยังต้องไปเสียค่าปรับอีกเหรอ แยมพยายามต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม และเงินในกระเป๋าสตางค์สุดฤทธิ์ แต่ก็ไม่เป็นผล

ผมก็ต้องรับแจ้งความด้วยจะให้มานั่งดูมอนิเตอร์ตลอดเวลาได้ไง ตอบได้แถมาก ไอ้ตำรวจเฮงซวย ตำรวจประเทศไหน แม่นเหมือนกันหมดจริงๆ

นี่เหรอการช่วยของตำรวจสเปน ขอบคุณมากนะ แล้วที่นี่จะทำไงต่อไปล่ะ ก็ฉันเหลือเงินสดติดตัวอยู่ 150 ยูโร จะไม่ให้เหลือเงินติดตัวกันเลยเหรอ ไม่ต่างจากโดนปล้นรอบสองเลย ส่วนแยมหันไปสำรวจดูว่าในกระเป๋าสตางค์ว่ามีบัตรเครดิตอยู่ 1 ใบ แต่วงเงินก็เกือบจะเต็มแล้ว จึงต้องโทรกลับมาไทยเพื่อขออนุมัติเพิ่มวงเงินฉุกเฉิน ก็เพิ่มมาได้พอๆ กับที่ต้องไปจ่ายค่าปรับ ค่อยยังชั่วหน่อย

จ๊อก...ท้องร้องเตือนสติขึ้นมาอีกครั้ง คงต้องไปกินข้าวสักหน่อยแล้ว อดอีกนิดคงเป็นลมแล้วล่ะ

 

2 ทุ่ม ได้อาหารมื้อแรกของวันนี้ตกถึงท้องสักทีตั้งแต่ที่ตื่นมาตอนตีห้า หลังจากกินข้าวเสร็จเราก็ต้องเรียกแท็กซี่ต่อไปยังหน่วยงานที่เค้าเอารถทั้งหมดที่ลากไว้ไปเก็บที่นั่น ลักษณะเป็นลานกว้างเหมือนลานจอดทั่วไป และมีที่ให้ติดต่อเป็นเหมือนตู้คอนเทนเนอร์ตั้งอยู่โดยจะเปิดทำการตลอด 24 ชั่วโมง แต่คนที่มาติดต่อจะต้องยืนอยู่ด้านนอกและยื่นเอกสารที่มาขอไถ่รถคืนเข้าไปทางช่องหน้าต่าง เราคิดว่าเตรียมเอกสารทั้งหมดและเงินพร้อมแล้ว แต่ก็มีปัญหาอีกจนได้...ก็เราไม่มีใบขับขี่นะสิ

ขอโทษนะครับ เราไม่สามารถให้คุณนำรถออกไปได้เพราะคุณไม่มีใบขับขี่

ก็เราโดนปล้นไปนิ แต่เราก็มีใบแจ้งความแล้ว ทำไมเราจะนำรถออกไปไม่ได้

แยมต่อรองกับเจ้าหน้าที่อยู่นาน แต่ก็ยังไม่สามารถนำรถออกไปได้ รถจอดอยู่ในลานกว้างนั่นล่ะ แต่ก็ไม่ได้ล๊อคกุญแจไว้ ฉันหนาวมาก จึงขอเห็นแก่ตัวเข้าไปนั่งหลบอยู่ในรถก่อนแต่ก็ไม่สามารถสตาร์ทเครื่องเพื่อเปิดฮีสเตอร์ได้อยู่ดี 

เราเริ่มประสาทเสียอีกครั้งเพราะเงินก็แทบจะไม่มีติดตัว และอาจจะต้องนอนค้างที่บาร์เซฯ คืนนี้ ฉันปล่อยให้เพื่อนสาวของฉันลงไปต่อสู้กับชะตากรรมนี้เพียงลำพัง สักพักเธอก็เดินกลับมาบอกว่าเรียบร้อยแล้ว ด้วยความช่วยเหลือแฟนของแยมซึ่งเป็นเจ้าของรถตัวจริงที่โทรศัพท์มาเจรจากับเจ้าหน้าที่ให้ และเราก็สามารถนำรถออกไปได้ ฉันไม่รู้เหตุผลหรอกว่าเพราะอะไรถึงยอม แต่เราจะได้ไปพ้นๆ จากที่นี่สักที หนาวจะตายอยู่แล้ว

 

4 ทุ่ม เราพึ่งได้ออกจากบาร์เซฯ คาดว่าไม่เกิน 2 ชั่วโมงน่าจะถึงอันดอร์ร่า ซึ่งทางที่ต้องขับรถไปก็เป็นทางขึ้นภูเขา คดเคี้ยว วิ่งมาได้สักประมาณชั่วโมง รถก็ติดกันเป็นแถวยาวไม่ขยับเลย เกิดอะไรขึ้นอีกล่ะ พวกเราเหนื่อยกันจะแย่แล้วนะ เริ่มหันมาฆ่าเวลาด้วยการถ่ายรูปเล่น...ติ๊ดดดด...แบตหมด กรรม...เซ็งโว้ย ฟังเพลงก็ได้ แต่ในรถแฟนแยมมีเพลงสเป๊น...สเปน และมีอยู่แค่แผ่นเดียว ฟังวนไปวนมาอยู่จนจะอ๊วกแตกตาย พอรถเคลื่อนตัวไปอีกหน่อยจึงได้เห็นว่าทางข้างหน้าเป็นอุโมงค์ที่ตัดถนนเจาะทะลุภูเขา และก็มีรถหลายคันประสบอุบัติเหตุพลิกคว่ำอยู่ในนั้น จึงต้องรอหน่วยฉุกเฉินมาช่วยเหลือไป ทำให้เราเสียเวลาไปอีกเป็นชั่วโมง

 

หมดไปอีกหนึ่งวันกับการเข้าถึงแก่นแท้และจิตวิญญาณของชาวสเปน

นี่หรือคือแรงบันดาลใจของ กาวดี้ มันช่างโรแมนติดซะเหลือเกิ๊น

 



Comment

Comment:

Tweet

เอ่อ... อ่านตอนนี้มันก็ขำดีนะแก แต่ตอนนั้นเนี่ย หัวฟัดหัวเหวี่ยงพอตัว... ยิ่งถึงตอนจุดที่มันไม่ให้เอารถออกจากลานนะ ชั้นแถบจะลากคอพนักงานออกมาเลยทีเดียว.. โมโห๊...โมโห

#3 By Yam! (80.31.65.15) on 2010-04-03 22:46

ฟังอีกรอบก็สยองอีกรอบ อะไรมันจะซวยได้ขนาดนั้น !!

#2 By N'M+ay (58.8.81.2) on 2010-04-03 16:02

เรามีเพื่อนอยู่ที่สเปนอย่างไปหามากเลย
ออิจฉา จขบ จัง

#1 By i'FY on 2010-04-03 08:10