Categories

 

ด้านในสนามบินฝรั่งเศสที่เทอร์มินอล 1 เล็กมาก ต้องนั่งรอขึ้นเครื่องด้านในประมาณหนึ่งชั่วโมง ไม่มีโทรศัพท์ให้ติดต่อใคร แต่จำเป็นต้องบอกที่บ้านให้มารับตามเวลาใหม่ที่เพิ่งจะหาตั๋วได้ โดยเลือกที่โทรบอกพี่ชายเพียงแค่ว่าเที่ยวบินดีเลย์ จะได้ไม่ต้องซักไซร์อะไรมาก และให้บอกพ่อให้มารับที่สุวรรณภูมิตามเวลาที่เครื่องลงด้วยเท่านั้น แต่ปัญหาตอนนี้คือจะโทรกลับยังไง ไปยืนจดๆ จ้องๆ โทรศัพท์สาธารณะอยู่นานว่าโทรไงหว้า แล้วก็มีผู้หญิงชาวฝรั่งเศสวัยทำงานเดินผ่านมา คงเห็นว่าเราหน้ามึนมากยืนอ่านวิธีใช้ที่ติดอยู่ข้างเครื่อง ก็หันมาถามเราว่าจะโทรศัพท์หรือเปล่าให้ซื้อการ์ดโฟนจากร้าน Relay เป็นร้านขายหนังสือที่สนามบิน และก็สอนวิธีการโทรศัพท์ออกต่างประเทศให้ด้วย ใครว่าคนฝรั่งเศสเห็นแก่ตัว ฉันว่าเค้ามีน้ำใจทีเดียว

คนขายหนังสือในร้าน Relay เป็นชายผิวดำ ฟันหน้าห่าง หน้าเหมือนมอร์เพียส ในเรื่อง The Matrix แล้วเค้าก็ถามอีกว่าฉันเคยโทรหรือเปล่า และสอนวิธีใช้โทรศัพท์ให้อีกรอบ อืม..นี่ถ้าโทรแล้วจะหลุดไปอยู่ในโลก Matrix หรือเปล่านะ แต่ก็โทรติดเมืองไทยปกติ พร้อมกับเสียงปลายสายที่อยู่ในโลกแห่งความแห่งความเป็นจริงแน่นอน

บอกแล้วใช่มั๊ยว่าอย่าโง่ ไปเซ่อซ่าจนตกไฟท์สิแก เออ..เดี๋ยวบอกพ่อให้ไปรับ แค่นี้ล่ะ ให้เข้าใจไปอย่างนั้นล่ะดีแล้ว เล่าไปไม่รู้จะได้รับความสงสารหรือโดนด่ากลับอีก

 

 

ส่วนที่นั่งรอเครื่องด้านในมีร้านกาแฟและเบเกอรี่เพียงหนึ่งร้าน ตอนนี้รู้สึกหิวแล้ว เพราะกินแค่ขนมไปเล็กน้อยตั้งแต่ตื่นมา แต่ก็ไม่กล้าเข้าไปซื้อประหยัดเงินไว้ดีกว่า ไว้รอไปกินบนเครื่อง  แต่..มีอีกหนึ่งภารกิจที่จะต้องทำ คือ ซื้อคุกกี้ราคากล่องละ 50 ยูโร  เป็นคุกกี้ที่ขายอยู่ที่แอร์ฟอตเนี่ยแหละ ไม่ใช่ความชอบส่วนตัวแต่รับฝากซื้อขนมจากน้องที่ทำงาน ไม่ต้องถามถึงเงินก็โดนปล้นไปพร้อมกัน แต่ก็ถือเป็นความรับผิดชอบของเราเองที่ต้องซื้อไป

1 ชั่วโมง คือ ระยะเวลาในการบินจากฝรั่งเศสไปเยอรมัน แค่เพียงชั่วโมงเดียวจึงไม่มีการเสิร์ฟอาหาร มีเพียงน้ำและช็อกโกแลตชิ้นเล็กๆ เท่านั้น ถึงจะหิวแต่ก็อดทนไว้ เก็บช็อกโกแลตชิ้นน้อยใส่กระเป๋าไว้ ค่อยกินเมื่อยามถึงขีดสุดดีกว่า

 

2 ชั่วโมงผ่านไปกับการเดินทัวร์ในสนามบินที่เยอรมัน สนามบินที่นี่มีขนาดใหญ่กว่าเทอร์มินอล 1 ที่ฝรั่งเศสมากตามที่พนักงานเคาน์เตอร์รูฟทันซ่าที่ฝรั่งเศลบอกไว้จริงๆ มีร้านค้าให้เดินเล่นมากมาย แต่สำหรับคนไม่เงินติดตัว ใหญ่ไปก็เท่านั้น จะไปกล้าซื้ออะไรได้ เดินไปได้แค่ 2 ชั่วโมงก็ทั่วจนไม่รู้จะทั่วยังไงแล้ว ยังเหลืออีกตั้ง 5 ชั่วโมงจะทำอะไรต่อไปดีล่ะ

เอ๊ะ...จริงๆ แล้วถ้าจะออกไปนอกสนามบินก็ทำได้นะ เพราะวีซ่าที่ขอมาเป็นเชงเก้นอยู่แล้ว เดวิวกระตุ้นความคิดขึ้นมา

ไม่นะๆ พอเถอะ อย่าเสี่ยงดีกว่า ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเยอรมันเลยนะ ดีวาก็เถียงขึ้นมา

ตัดสินใจเลือกเชื่อดีวาดีกว่า หยุดความคิดไว้แค่นั้น

 

จ๊อก...ท้องเริ่มร้องสั่งการสมองอีกครั้ง ตอนนี้รู้สึกหิวมากแล้ว แล้วเจ้าช็อกโกแลตชิ้นน้อยก็ได้ออกปฏิบัติการ แล้วก็อัดน้ำตามไปเยอะๆ พยายามจะอดทนไปกินบนเครื่อง คราวนี้คงมีให้กินแน่นอน แต่เจ้าช็อกโกแลตชิ้นน้อยไม่ได้ช่วยให้อิ่มกลับกระตุ้นให้หิวเพิ่มขึ้น ต้องหาอะไรลองท้องสักหน่อย พยายามจะไม่แตกแบงค์ เพราะจะได้เอาไปแลกเงินคืนได้ จึงต้องใช้แต่เหรียญที่เหลือรวบรวมได้อยู่ประมาณ 5 ยูโร แล้วก็ออกเดินดูร้านขายแซนวิชต่างๆ ในสนามบิน คิดแล้วคิดอีกคำนวณเงินดูให้พอซื้อแซนวิช 1 ชิ้น พร้อมน้ำ 1 ขวด ในสนามบินมีร้านขายแซนวิชตั้งแต่ร้านใหญ่มีที่นั่งจนเป็นแค่รถเข็นคันเล็กๆ มีอยู่ทั้งหมดราวๆ 5 ร้าน เดินวนไปวนมาอยู่สามรอบ เจอแล้ว..รู้สึกเหมือนถูกเลขท้ายเลยทีเดียว ร้านนี้ล่ะ..ขายแซนวิชราคา 3.75 ยูโร พร้อมน้ำเปล่าฟรี 1 ขวด ถึงจะไม่อิ่มเอาซะเลย แต่ก็ทำให้พยาธิในท้องหยุดเรียกร้องความสนใจไปได้

 

3 ชั่วโมงที่เหลือเวลาที่จะขึ้นเครื่องอีกครั้ง จะทำอะไรต่อไปดีล่ะ เดินไป-เดินมามากๆ ก็จะหิวอีก วิธีฆ่าเวลาที่ดีที่สุดและประหยัดพลังงานก็ คือ การนอน แล้วจะไปนอนที่ไหน ก็นอนมันตรงเก้าอี้ที่นั่งแหละ ฝันเอาแล้วกันว่าได้ออกไปเที่ยวเยอรมันแล้ว สภาพอนาถาเหมือนพวกผู้ใช้แรงงานที่นั่งรอรถทัวร์เสริมตามหมอชิตในช่วงเทศกาลหยุดยาว พร้อมกับกอดกล่องขนมราคากว่า 50 ยูโรไว้แน่นประหนึ่งกล่องเครื่องประดับเล่อค่า ถ้าโดนหยิบตอนหลับคงแย่แน่ๆ โดยไม่สนว่าจะมีคนมองยังไงบ้าง แต่เป็นตัวอย่างให้คนอื่นๆ เริ่มเอนตัวนอนบ้างเหมือนกัน

 

7 ชั่วโมงที่รอคอยก็จบลง

“Attention please…” เสียงสวรรค์ประกาศเรียกขึ้นก็ดังขึ้น

ได้เวลาขึ้นเครื่องแล้ว ฉันกำลังจะได้กลับบ้านจริงๆ แล้ว ถึงบนเครื่องคราวนี้ได้ที่ริมหน้าต่างอีกครั้ง แต่ที่นั่งรอบๆ ส่วนใหญ่เป็นเด็กเล็กๆ ส่งเสียงเอะอะโวยวาย โดยปกติแล้วก็เป็นคนรักเด็กอยู่หรอกนะ แต่สภาพกึ่งป่วยตอนนี้ไม่สบอารมณ์ที่จะได้ยินเสียงเด็กร้องเอาซะเลย ลุ้นอยู่ว่าคนนั่งข้างๆ อีก 2 ที่จะเป็นใคร เพราะเที่ยวบินนี้จะต่อไปยังมาเลย์เชียด้วย ขออย่าให้เป็นแขกเหม็นๆ และกัน มาแล้ว...ไม่ใช่แขก ไม่เหม็น แต่เป็นแม่และเด็กอีกแล้ว เป็นหญิงชาวเยอรมันกับลูกสาวอายุราวๆ 4 ขวบ

เหอๆ...ขออย่ามาร้องไห้กระจองงอแงนะ ปวดจิตซะจริง วิธีจะช่วยบำบัดจิตตัวเองก็ต้องหันไปพยายามพูดคุยกับแม่และเด็กให้รู้สึกตัวเองไม่เครียด โชคดีที่แม่ลูกคู่นี้น่ารักพอควร ทั้งคู่เรียนภาษาอังกฤษมาทำให้พูดกันรู้เรื่องหน่อย เราพูดคุยกันและได้รู้ว่าสามีเค้าทำงานอยู่ที่ระยอง และจะพาลูกไปหาในช่วงวันหยุดคริสมัตส์นี้ เค้าไม่ค่อยกวนใจเท่าไร เพราะคงรู้ว่าฉันป่วยดูจากสภาพที่ใส่เสื้ออยู่ 5 ชั้น แต่ลูกสาวตัวเล็กของเค้ากลับร้อนมากๆ ขึ้นมาก็ถอดเสิ้อผ้าออกซะเหลือแค่เสื้อยืดบางๆ กับกางเกงขาสั้น

เที่ยวบินขากลับมีแอร์ที่บริการทางฝั่งที่เรานั่งเป็นคนไทย แต่จะมีประโยชน์อะไรล่ะตอนนี้ ไม่ต้องการความช่วยเหลือแล้ว

 

8 ชั่งโมงบนเครื่องฉันหลับตลอดทาง ถึงแม้จะนอนมาที่สนามบินมากแล้วก็ตาม ตื่นขึ้นมาเฉพาะเวลากินเท่านั้น ทำให้ 8 ชั่วโมงบนเครื่องได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ อืม...เริ่มรู้สึกร้อนแล้ว เข้าเขตประเทศไทยแล้วสินะ หันไปเปิดหน้าต่างดู โอ้...แสงแดดและอ่าวไทย  

 

คิดถึงเมืองไทยที่สุดเลย

 

Comment

Comment:

Tweet